เกี่ยวกับเรา

เกี่ยวกับเรา

เกี่ยวกับเรา

ผู้ก่อตั้งและครู

รศ.ดร.กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (อาจารย์ เกซัง ตาวา)

รศ.ดร.กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (อาจารย์ เกซัง ตาวา)

ครูผู้สืบสายธารธรรมแห่งวัชรยานและความผูกพันต่อทิเบต เป็นผู้ที่สนใจในวัฒนธรรม-ศาสนาพุทธวัชรยานและภาษาทิเบต เมื่อครูอายุ 21 ปี ได้พบพระทิเบตในการเดินทางไปทั่วโลกในฐานะยุวพุทธ ครูเป็นอดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอินเดียนาเพื่อเรียนภาษาทิเบตโดยเฉพาะ ครูเรียนและฝึกฝนอย่างหนัก เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3-4 จึงสามารถอ่านและแปลคัมภีร์ที่รจนาเป็นภาษาทิเบตได้ กระทั่งปัจจุบัน เป็นภาษาที่สองที่ครูเชี่ยวชาญและพร้อมแบ่งปันแก่ศิษย์


ครูได้พบพระปฐมาจารย์และได้รับการถ่ายทอดธรรมะอันลึกซึ้ง หลังจากนั้น ราวปีพ.ศ. 2550 ครูได้เดินกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ในทิเบตเป็นระยะทาง 80 กิโลเมตร เพื่อสร้างกุศลกรรมและสลายอกุศลกรรมทั้งปวง พร้อมกับการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะละทิ้งหน้าที่ทางโลกและมุ่งสู่หนทางธรรม ด้วยการยื่นใบลาออกจากราชการก่อนเดินทางไปกราบอัษฎางคประดิษฐ์ อีกทั้งมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อทำงานทางธรรมให้แก่มูลนิธิพันดาราที่ครูก่อตั้งอย่างเต็มตัว


ครูทำหน้าที่เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงคอยนำทางศิษย์จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ถ่ายทอดธรรมอันลุ่มลึก ปัญญาญาณแห่งการตื่นรู้ แก่ศิษย์และผู้ที่สนใจ แปลบทสวดสำคัญแก่ศิษย์ทั้งแปลจากภาษาทิเบตเป็นภาษาไทย และแปลบทสวดสำคัญเป็นคำอ่านภาษาไทยสำหรับออกเสียงแบบทิเบตเพื่อให้ศิษย์ได้สามารถสวดเป็นภาษาต้นฉบับเมื่อมีคุรุแห่งสายธรรมวัชรยานชาวทิเบตมาเยือนยังศูนย์เตเช็น ที่กรุงเทพฯ และศูนย์ขทิรวัน ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ครูก่อตั้ง

ศูนย์เตเช็น และศูนย์ขทิรวัน คืออาณาสถานที่สายธารธรรมแห่งพุทธวัชรยานและวัฒนธรรมทิเบตได้รับการสืบต่ออย่างมีชีวิตชีวา เปี่ยมด้วยศักดิ์และสิทธิ์พร้อมด้วยศรัทธาอันตั้งมั่น เป็นสถานอันสืบต่อสายธารธรรมแห่งสำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลกใบนี้


อาจารย์ มิว เยินเต็น

อาจารย์ มิว เยินเต็น

อาจารย์ มิว เยินเต็น (Aj. Meu Yonten Tongdrol) เกิดในตระกูลมิวซึ่งเป็นหนึ่งในสายธารธรรมที่สำคัญของพุทธวัชรยานนิกายพุทธเพิน เมื่อมีอายุได้ 9 ปี ท่านได้บวชเป็นพระที่วัดตกเต็น (Tokden Monastery ) ในเมืองงาวา (Ngawa) แคว้นอัมโด (Amdo) ทิเบต


อาจารย์เยินเต็นได้รับการเลี้ยงดูภายใต้การดูแลเอาใจใส่และคำแนะนำอันอบอุ่นของลุงของท่าน พระอาจารย์ยงซิน โซปะ (Yongdzin Sopa Rinpoche) ซึ่งเป็นศิษย์โดยตรงของพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น (Shardza Tashi Gyaltsen Rinpoche)


ท่านได้รับการถ่ายทอด เสริมพลัง และคำสอนจากพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน รวมถึง พระอาจารย์ตรีวา จัมยัง เคียนเซ (Triwa Jamyang Khyentse Rinpoche) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอาจารย์ ซูเช็น เทกชก เท็มเป ญีมา (Tsulchen Thegchog Tempe Nyima Rinpoche) ซึ่งสอนคัมภีร์ตันตระและซกเชน และถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับบทกวีทิเบตให้แก่ท่าน


เป็นเวลาหลายปีที่อาจารย์เยินเต็นดำรงตำแหน่งบรรณาธิการวารสารกังรี โอซาล (Gangri Osal) ของวัดตกเต็น และยังดำรงตำแหน่งเลขานุการของวัดอีกด้วย ต่อมาท่านได้ย้ายไปเมืองเฉิงตูเพื่อศึกษาต่อด้านภาษาจีนและภาษาอังกฤษที่ Southwest Minzu University (SMU) หรือ Southwest University for Nationalities


ในปี ค.ศ. 2005 หรือ พ.ศ. 2548 ในปี พ.ศ. 2548 ท่านเดินทางมายังประเทศไทย และได้ช่วยก่อตั้งขทิรวัน (Kundrol Dechen Ling) ศูนย์ปฏิบัติธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพันดารา ท่านได้สำเร็จหลักสูตรปฏิบัติธรรมสามปีที่วิทยาลัยชางชุงซกเช็น (Zhang Zhung Dzogchen College) ณ วัดตกเต็น และปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนพุทธศาสนาแบบทิเบตที่เป็นที่รักยิ่ง ท่านร่วมกับอาจารย์ เกซัง ตาวา ร่วมกันรับผิดชอบในการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป (Kundrol Dechen Great Stupa) เพื่อสันติภาพและความสามัคคี

คุรุอาจารย์

สารธารธรรมของพุทธวัชรยานนิกายพุทธเพิน

คุรุริมโปเช (คุรุปัทมสัมภวะ)

คุรุริมโปเช (คุรุปัทมสัมภวะ)

คุรุปัทมสัมภวะ หรือ คุรุ ริมโปเช ทิเบตเรียกว่า ‘กูรู ริมโปเช’ ผู้กำเนิดจากดอกบัว เป็นหัวใจของชาวทิเบตเกือบทั้งหมด ผู้ที่ปฏิบัติในแนววัชรยาน ในฝ่ายทิเบตยังสรรเสริญท่านว่าคือ ‘มหาสิทธา’ ผู้เข้าถึงการตื่นรู้ ท่านเข้าถึงปัญญาญาณสูงสุดแล้ว แต่ไม่เสด็จสู่พระนิพพาน แต่ท่านยังดำรงอยู่ในสังสารวัฏและพร้อมที่จะมาโปรดสัตว์ในหลายมิติ หลายรูปแบบ เมื่อเรามีศรัทธาในท่าน ท่านก็อยู่กับเราทันที

พระอาจารย์นัมเม เชรับ เกียลเซ็น (1356-1415)

พระอาจารย์นัมเม เชรับ เกียลเซ็น (1356-1415)

พระอาจารย์นัมเม เชรับ เกียลเซ็น ถือเป็นอวตารของเทพแห่งปัญญาและพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง ท่านเป็นนักปราชญ์และอาจารย์พุทธเพินที่สำคัญที่สุดคนหนึ่ง หลังจากวัด Yeru Wensakha ถูกทำลายด้วยอุทกภัยในปี 1386 ท่านได้ก่อตั้งวัด Tashi Menri Ling ขึ้นที่เมือง Tobgyal มณฑล Tsang ทางตอนกลางของทิเบตในปี 1405 วัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พุทธเพินที่สำคัญที่สุดของทิเบต

พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช (1859 - 1934)

พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช (1859 - 1934)

พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช
ผู้เปิดประตูขุมทรัพย์พุทธธรรมนับร้อยด้วยความกล้า
ผู้เปี่ยมด้วยคุณสมบัติของพระมาเว เซ็งเก
ศูนย์รวมแห่งปรีชาญาณผ่องแผ้วที่ปรากฏขึ้นเองอย่างกระจ่างแจ้ง
ศิษย์ขอสวดบูชาพระอาจารย์มังกา เวฉี คุรุผู้ชี้นำหนทาง
โดยปกติแล้ว คุรุผู้ยิ่งใหญ่จะมีประวัติสามด้านคือ ด้านนอก (ซึ่งเป็นประวัติโดยทั่วไป) ด้านใน และด้านในสุดซึ่งลึกล้ำและเป็นรหัสยนัย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงประวัติด้านนอก แต่ในบางประเด็นของประวัตินี้จะมีการอ้างอิงประวัติด้านในและด้านในสุดด้วย
ประวัติด้านนอกของพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปช มี 8 ส่วน ดังนี้
1. การเกิด
2. พระอาจารย์เริ่มฝึกฝนบนหนทางแห่งการภาวนาอย่างไร
3. พระอาจารย์เริ่มคิดและฝึกฝนตามครรลองของมรรควิถียุงตรุงเพิน (พุทธเพิน) อย่างไร
4. พระอาจารย์ได้รับคำสอน มนตราภิเษก และศีลอย่างไร
5. พระอาจารย์ฝึกปฏิบัติตนในจำศีลปลีกวิเวกอย่างไร
6. พระอาจารย์เผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับและประกอบกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์อย่างไร
7. คำสอนและการงานที่พระอาจารย์ฝากไว้ให้อนุชนรุ่นหลังมีอะไรบ้าง
8. พระอาจารย์แสดงให้เห็นผลของการปฏิบัติอันยิ่งใหญ่ด้วยการบรรลุกายรุ้งอย่างไร
ส่วนที่ 1 : การเกิด
เมื่อพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช (shar rdza bkra shis rgyal mtshan) ถือกำเนิดมา มีนิมิตมงคลมากมาย ในท้องฟ้ามีรุ้งกินน้ำและฝนตกลงมาเป็นดอกไม้
ดินแดนที่พระอาจารย์ถือกำเนิด อยู่ในแคว้นคามแห่งทิเบตตะวันออก บ้านเกิดของท่านอยู่บริเวณที่มีแม่น้ำสองสายบรรจบกัน ได้แก่ แม่น้ำซาชู (แม่น้ำโขง) และแม่น้ำงูชู
สถานที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่า “ตากัง” (เทือกเขาธารน้ำแข็งพระจันทร์)
นี่เป็นสถานที่ที่คุรุอาจารย์ผู้ปฏิบัติชอบในอดีตได้ถือกำเนิดมา ได้เคยพำนักอยู่ และได้เคยมาเยือน สถานที่แห่งนี้มีชื่อสั้นๆ ว่า “ซาคก”
หมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดของท่านชื่อว่า “ดา” (*สัญญาณ) ตั้งอยู่ที่ตีนเขา คุณพ่อของท่านอยู่ในสกุลฮอร์ ชื่อต้าชี การ์ คุณแม่ชื่อ โบเล็ก
พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช (ต่อไปนี้จะขอเรียกสั้นๆ ว่า พระอาจารย์ชาซา ริมโปเช) เกิดวันที่ 8 เดือน 3 ปีมะแม ธาตุดิน (ตามปฏิทินจันทรคติของทิเบต) ตรงกับปึ ค.ศ.​1859
ตั้งแต่วัยเยาว์ พระอาจารย์เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่เคยสร้างความยุ่งยากใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ของท่านเลย แม้ตั้งแต่ในช่วงทารกจนเติบใหญ่ ท่านเป็นเด็กสุขุม อารมณ์ดี และมีมารยาท
ท่านยังมีลักษณะพิเศษคือ ชอบสอนเด็กๆ คนอื่น ชอบเล่นสร้างพระสถูป (เจดีย์) ชอบสวดมนต์ และชอบแสดงบทบาทป็นครู บางครั้งท่านก็มีนิมิตพิเศษ เช่น เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอากาศ
เมื่อท่านอายุได้ 9 ขวบ มหาสิทธานามว่า เท็นซิน วังเกียล ผู้มีชื่อลับว่า เดรนปา ดุดดู (*พระคุรุเทรนปา นัมคา ปางพิโรธ) ได้บอกคุณพ่อคุณแม่ของท่านว่า “ลูกชายควรจะได้บวชเป็นพระ” แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมเพราะท่านเป็นบุตรชายคนเดียว
ปรากฏว่า ไม่นานหลังจากนั้น พระอาจารย์ชาซา ริมโปเชก็ล้มป่วย เป็นโรคทางจิต ไม่กิน ไม่นอน เป็นเวลาหลายวัน
คุณพ่อคุณแม่ของท่านจึงพาท่านไปพบพระอาจารย์เท็นซิน วังเกียล ท่านก็ย้ำอีกว่า “เด็กคนนี้เกี่ยวข้องกับวิถีทางธรรม เจ้าควรส่งเด็กไปบนหนทางแห่งธรรม มิฉะนั้น ชีวิตของเด็กคนนี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้า”
คราวนี้ คุณพ่อคุณแม่ของท่านจึงเข้าใจและตัดสินใจให้พระอาจารย์ชาซา ริมโปเชได้บวชเป็นพระ เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน อาการป่วยทางจิตของท่านก็ค่อยๆ ดีขึ้น จนกระทั่งหายสนิท

เมื่อพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช (Shardza Tashi Gyaltsen Rinpoche) คุรุผู้เป็นมหาโยคีซกเชน มีอายุ 53 ปี ท่านได้ประสบการณ์ธรรมที่ทำให้รู้ว่าควรจะได้สลายหนี้กรรมให้หมดสิ้น เป็นเวลา 11 ปีหลังจากนั้นจนท่านมีอายุ 64 ปี ท่านสวดบทภาวนาทงเลนจำนวน 100 ล้านจบ โดยในระหว่างที่สวดบทนี้ ท่านก็ประกอบการงานมากมายเพื่อสรรพสัตว์และสอนธรรมะแก่สานุศิษย์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสวดจบในช่วงอายุ 65 ปี ท่านได้ประสบการณ์ธรรมอีกที่ทำให้ต้องสวดต่อไปอีก 11 ปีโดยสวดเป็นจำนวน 130 ล้านจบ จนท่านมีอายุ 76 ปี (หรือนับแบบตะวันตกคือ 75 ปี) แต่ในการสวดช่วงที่สองนี้ท่านใคร่ครวญความหมายของแต่ละคำอย่างลึกซึ้งในขณะที่สวด ทำให้ท่านเกิดความรู้สึกเห็นความไร้แก่นสารของสังสารวัฏ ไม่เหลือความยึดติดใดๆ นอกจากความกรุณาที่ท่วมท้นหัวใจ
ในปีนั้นเองตรงกับปี 1934 พระอาจารย์ชาซา ริมโปเชละสังขาร ด้วยการปฏิบัติซกเชนอย่างดีเลิศ กายเนื้อของท่านสลายกลายเป็นแสงที่เรียกว่า กายรุ้ง
ในขณะที่ทำสมาธิในกระโจมในขณะสุดท้ายแห่งลมหายใจ ท่านได้เปล่งคำสวดต่อไปนี้ซึ่งเป็นสี่วรรคสุดท้ายของบทภาวนาทงเลนโดยท่านสวดออกมาสามครั้ง :
ด้วยจิตที่ไม่ยึดติดในสังสารวัฏนี้
ด้วยเข้าใจว่าทุกสิ่งคือปรากฏการณ์ภายในอันเป็นพลังแห่งตัวตน
ขอให้ได้หลุดพ้นในฐานแห่งความไพศาล ความผ่องแผ้วแรกเริ่ม
ขอให้สำเร็จในการยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อีกด้วยเทอญ
กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล/แปล
วันที่ 30 กรกฎาคม 2561
วัดตกเต็น อัมโด ทิเบต
หมายเหตุ :
1. เครื่องหมาย * ข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แปล
2. บทกวีสรรเสริญพระอาจารย์เป็นบทสวดรำลึกถึงท่านก่อนการสวดมนต์ ผู้แปลได้นำมาเพิ่มเติม
3. พระมาเว เซ็งเก แปลว่าราชสีห์แห่งพระวจนะ ซึ่งหมายถึงพระมัญชุศรี
4. พระอาจารย์มังกา เวฉี เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระอาจารย์ชาซา ริมโปเช แปลว่า “ธงชัยแห่งมงคล”
For educational purpose, the great biography of the precious master is translated here. May it inspire and benefit all who have read it.
“Biography of Shardza Tashi Gyaltsen” In
Heart Drops of Dharmakaya: Dzogchen Practice in the Bon Tradition, composed by Shardza Tashi Gyaltsen. Commentary by Lobpon Tenzin Namdak. New York, 1993 & 2002.

สมเด็จซูเช็น เทกชก เต็มเป ญีมา ริมโปเช

สมเด็จซูเช็น เทกชก เต็มเป ญีมา ริมโปเช

สมเด็จซูเช็น เทกชก เต็มเป ญีมา ริมโปเช เจ้าอาวาสองค์ที่สิบสามแห่งวัดตกเต็น ในอำเภองาวา แคว้นอัมโด ทิเบต มณฑลเสฉวน ในสายคำสอนของพุทธศาสนาทิเบต ท่านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติธรรมในสายซกเช็น (Dzogchen) โดยในประเทศไทย สายธารธรรมและคำสอนของท่านได้รับการเผยแผ่และถ่ายทอดผ่านทาง มูลนิธิพันดารา นำโดยอาจารย์กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล และอาจารย์มิว เยินเต็น ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติธรรมอยู่ที่ ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน และเตเช็น ศูนย์ภาวนาฑากินี กรุงเทพฯ


ข้อมูลและบทบาทสำคัญของท่าน

• พระปฐมอาจารย์แห่งวัดตกเต็น: ท่านเป็นคุรุผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นพระอาจารย์ของลามะสำคัญหลายรูป

• อายุวัฒนมงคล: ในปี ค.ศ. 2026 ท่านมีอายุครบ 90 ปี ซึ่งทางวัดตกเต็น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองอายุวัฒนมงคลของท่าน

พระอาจารย์ กุนเทรอ ลาเซ่ ริมโปเช

พระอาจารย์ กุนเทรอ ลาเซ่ ริมโปเช

พระอาจารย์กุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ซกญี เกียมโซ (ลาเซ ริมโปเช) เป็นธรรมาจารย์และโยคีซกเช็นท่านสำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดท่านหนึ่งในวิถีพุทธเพินแห่งทิเบตโดยเฉพาะในวิถีเพินซาร์มา หรือเพินใหม่ ซึ่งเน้นพุทธธรรมทั้งสอง อันได้แก่ พระวจนะของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ และพระวจนะของพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี และเน้นปรัชญาแห่งการไม่แบ่งแยกนิกาย (รีเม) ซึ่งเป็นประเพณีการศึกษาและปฏิบัติธรรมที่สืบทอดมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่สมัยของพระคุรุผู้มีจิตเป็นอมตะสามพระองค์ ได้แก่ พระคุรุเทรนปา นัมคา พระคุรุเซวัง รินซิน และพระคุรุปัทมสัมภวะ รวมทั้งพระอาจารย์ไวโรจนะในศตวรรษที่แปด
ท่านเป็นบุตรของพระอาจารย์กุนเทรอ ฮุงเช็น โตรตู ลิงปะ ผู้เป็นเตรเติน (ผู้ค้นพบธรรมสมบัติ) ท่านสำคัญของทิเบต ท่านสืบสายการปฏิบัติกุนเทรอ ทรักปา (ศตวรรษที่ 18) จากพระอาจารย์ฮุงเช็น ริมโปเช และสายการปฏิบัติชาซา ต้าชี เกียลเซ็น (ศตวรรษที่ 20) จากพระอาจารย์โลเตรอ เกียมโซ หลานของพระอาจารย์ชาซา ริมโปเช
ในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทิเบต พระอาจารย์ลาเซ ริมโปเช ถูกจองจำในคุกถึง 21 ปี แต่กระนั้น ท่านก็ได้แปรเปลี่ยนห้องคุมขังให้เป็นห้องภาวนา เป็นสถานบ่มเพาะความรักและกรุณา เป็นเวลายาวนานที่ท่านได้บริจาคอาหารในส่วนของท่านให้แก่นักโทษคนอื่นๆ ผู้ทุกข์ทรมานจากความหิว โดยในระหว่างนั้น ท่านฝึกฝนพระยีตัม และทำสมาธิทงเลน แลกเปลี่ยนตัวพวกเขากับท่าน
ด้วยความเมตตาของท่าน ท่านได้ให้คำแนะนำว่าเราควรสร้างพระสถูปในเมืองไทย เพื่อรังสรรค์ให้เกิดสันติภาพและความปรองดองในโลก ให้เป็นสัญลักษณ์ของโพธิจิตและความกรุณาที่ข้ามพ้นขอบเขตของนิกาย เผ่าพันธุ์ และศาสนา และเป็นหมุดหมายอันศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตผู้เห็นคุณค่าของพระธรรม นั่นจึงเป็นที่มาของการก่อสร้าง "พระศานติตารามหาสถูป" หรือชื่อภาษาทิเบต "กุนเทรอ เตเช็น เชอแตง" (ชื่อเต็ม: "ยุงตรุง เกอเลก กุนเทรอ เตเช็น ฉิบเต เชอแตง เช็มโม")
พระอาจารย์ลาเซ ริมโปเชมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2549 และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2550 ท่านเป็นคุรุท่านแรกที่ได้ประสาทพรต่อที่ดินของศูนย์ขทิรวันและสถานก่อสร้างของพระศานติตารามหาสถูป แม้ท่านได้ละสังขารและกลับคืนสู่สภาวะแห่งพระวิทยาธรไปในปี 2557 แต่คำสอน วิธีการปฏิบัติให้เข้าถึงสันติสุขในจิตใจ วิถีแห่งการภาวนาอันลุ่มลึก ตลอดจนความรักและความปรารถนาดี ที่ท่านมอบให้แก่ศิษย์ในเมืองไทยกลับยังคงมีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้โดยเฉพาะเมื่อเราฝึกฝนบทปฏิบัติแห่งตันตระและซกเช็นที่ท่านได้มอบให้ โดยเฉพาะบทคุรุโยคะ โถรัตนะอันประเสริฐ บทปฏิบัติพระคุรุริมโปเช บทปฏิบัติพระมหามารดาเชรับ ชัมมา บทปฏิบัติแห่งความกรุณาของโยคี เจอด บทปฏิบัติตัดอัตตาและการปรุงแต่ง บทพระฑากินีในชุดปัญญาญาณลึกล้ำ รวมทั้งชุดคำสอนของพระมหามารดาเชรับ พาชินและพระธรรมบาลปัลเดน ลาโม

วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

★

มูลนิธิพันดารา

พันดารา เป็นคำภาษาไทย แปลว่าดวงดาวนับพัน พันดารามีต้นกำเนิดมาจากความปรารถนาที่จะช่วยเหลือเด็ก ๆ ในชุมชนเร่ร่อนในทิเบตให้ได้รับการศึกษา และจากวิสัยทัศน์ที่จะนำแสงสว่างแห่งปัญญา ความรัก และความเมตตาสู่สังคมยุคปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่พันดารามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมภูมิปัญญาทิเบตในประเทศไทย และส่งเสริมการเจริญเติบโตของการทำสมาธิภาวนาในพุทธวัชรยานนิกายพุทธเพิน (Yungdrung Bon) ซึ่งสืบสายธารธรรมมาจากชางชุง มูลนิธิพันดาราจัดกิจกรรมอบรมและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนสามสายของพุทธวัชรยาน ได้แก่ พระสูตร ตันตระ และซกเชน (Dzogchen ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิฯ ได้ริเริ่มโครงการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมแบบซกเชน ซึ่งเป็นเส้นทางสู่จิตดั้งเดิม โดยเน้นย้ำขั้นตอนการภาวนาแบบเดียวกับที่ผู้ปฏิบัติธรรมชาวทิเบตปฏิบัติ นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังจัดการประชุมและสัมมนาเพื่อส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมทิเบต และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างนิกายต่างๆ ในพุทธศาสนาและประเพณีทางจิตวิญญาณอื่น ๆ มูลนิธิฯ มีส่วนร่วมในกิจกรรมการกุศลในประเทศไทยและเทือกเขาหิมาลัย