สาระธรรม

อาทรี ซกเช็น

บนเส้นทางภาวนา “อาทรี ซกเช็น” 
On the Path of Atri Dzogchen 

ภาพ : อักขระ “อา” สีขาว สัญลักษณ์แทนจิตเดิมแท้และกายแห่งพระธรรม (ความว่าง ศูนยตา) วงรุ้ง แทนสัมโภคกาย (ความกระจ่าง ริกปะ)
และอักขระ อา ในวงรุ้ง แทนนิรมาณกาย ซึ่งกำเนิดจากการเข้าถึงความว่างและความกระจ่าง คุณสมบัติแห่งจิตซึ่งไม่เคยแยกจากกัน

I.

ซกเช็น ยอดแห่งมรรควิถี

“ซกเช็น” Great Perfection เป็นคำสอนชั้นสูงสุดของพุทธวัชรยานในนิกายยุงตรุงเพิน (พุทธเพิน) ซึ่งกำเนิดในชางชุงและทิเบตกว่า ๓,๐๐๐ ปีก่อน และนิกายญิงมาปะ ซึ่งเผยแผ่ในทิเบตจากอินเดียเมื่อประมาณ ๑,๓๐๐ ปีก่อน คำสอนนี้ซึ่งได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “ยอดแห่งมรรควิถี” ว่าด้วยมุมมอง มรรค และผลเกี่ยวกับการค้นพบและดำรงอยู่กับสภาวะจิตเดิมแท้ ด้วยการดำรงอยู่ในสภาวะนี้เท่านั้นจึงจะเกิดการบรรลุธรรม

เทกเชิดและเทอกัล
คำสอนซกเช็นแบ่งเป็นสองประเภทย่อยที่เราใช้ทั้งชีวิตศึกษาและฝึกฝน ได้แก่ “เทกเชิด” การรู้จักธรรมชาติของตัวตน ตัดการปรุงแต่งให้หมดสิ้นไป สิ่งที่ค้นพบคือความว่างแห่งจิต และ “เทอกัล” การพินิจแสงเพื่อดำรงอยู่กับความกระจ่างแห่งจิตซึ่งไม่เคยแยกจากความว่าง สำหรับซกเช็น ความว่างจึงมิใช่ความว่างที่ว่างเปล่า แต่เป็นความเต็ม อุดมด้วยความกระจ่างชัดใส ซึ่งเป็นริกปะ ปัญญาญาณหรือปัญญาแห่งการตื่นรู้ (awakened wisdom) เทกเชิดเป็นพื้นฐานของเทอกัลและเป็นสิ่งที่ต้องมีการฝึกฝนก่อนโดยมีการเปิดใจ (เซ็มทรี) เป็นประตูสู่คำสอน ยิ่งเราปฏิบัติเทกเชิดได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งมีประโยชน์เท่านั้น เพราะเทกเชิดทำให้เราได้เห็นอย่างกระจ่างแจ้งถึงธรรมชาติโดยเนื้อแท้ของจิตซึ่งเป็นรากเหง้าของทุกข์และสุขทั้งมวล…

II.

คำสอนซกเช็นในสายการปฏิบัติ
แม้ว่าคำสอนซกเช็นจะมีสายการปฏิบัติที่ชัดเจนในนิกายพุทธเพินและญิงมาปะ คุรุสำคัญในนิกายอื่นของวัชรยานก็ได้ศึกษาและฝึกฝนตามคำสอนซกเช็นเช่นกัน ดังเช่น สมเด็จองค์ดาไลลามะที่ ๕ และองค์ที่ ๑๔ (องค์ปัจจุบัน) แห่งนิกายเกลุกปะ สมเด็จองค์การ์มาปะที่ ๓ รังชุง ดอร์เจ แห่งนิกายกาจูร์ปะ ท่านทรักปา เกียลเซนแห่งนิกายสาเกียปะ เป็นต้น

สำหรับพุทธเพินและญิงมาปะ ซกเช็นเป็นคำสอนสูงสุด เป็นลำดับที่ ๙ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของนิกายทั้งสองซึ่งแบ่งลำดับขั้นของการปฏิบัติธรรมออกเป็น ๙ ขั้นตอน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะแบ่งออกเป็นยาน ๙ เหมือนกัน แต่เนื้อหารายละเอียดของแต่ละยานในสองนิกายมีความแตกต่างกัน

คุรุและศิษย์
เนื่องจากซกเช็นเป็นคำสอนชั้นสูง จึงไม่ใช่คำสอนที่ผู้คนทั่วไปได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติธรรมที่ปรารถนาจะฝึกซกเช็นจะต้องพิสูจน์ตนเองว่าเป็นภาชนะที่เหมาะสมที่จะรองรับพระธรรมคำสอนอันสูงส่งนี้ได้ การพิสูจน์ตนเองข้อสำคัญคือ ผู้เป็นศิษย์ต้องมีศรัทธาบริสุทธิ์ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในเนื้อแท้แห่งธรรม มีความไว้วางใจและกตัญญูต่อคุรุผู้เปิดใจให้รู้จักจิตเดิมแท้ของตน ด้วยการฝึกปฏิบัติบนหนทางของซกเช็นเน้นคุรุเป็นสำคัญ ศิษย์จึงต้องมีศรัทธาภักดีในคุรุอย่างไม่มีเงื่อนไข นี่เป็นสมยะ (ข้อผูกพัน) ระหว่างศิษย์กับคุรุ เป็นศีลซกเช็นข้อที่สำคัญที่สุด เราจึงต้องทะนุถนอมความสัมพันธ์นี้ดุจดังดูแลไข่ไม่ให้ตกไปจากอุ้งมือ ส่วนผู้เป็นคุรุก็ต้องมีความปรารถนาดีต่อศิษย์อย่างจริงใจ และยอมรับความยากลำบากทั้งหลายในการดูแลศิษย์โดยสายสัมพันธ์นั้นก่อกำเนิดจากโพธิจิตเป็นสำคัญ

มีเรื่องเล่ามากมายที่คุรุทดสอบศิษย์ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งเพื่อให้ศิษย์ได้รู้จักภาพลวงที่ตัวเองสร้าง หรือฉีกหน้ากากแห่งตัวตนออกเสีย และเพื่อให้พรพิเศษซึ่งจะทำให้ระดับทางจิตวิญญาณของศิษย์เท่ากับของคุรุ เช่น ในวัยเยาว์ พระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเชเคยถูกคุรุของท่านฟาดด้วยดาบจนทำให้ท่านหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้น ท่านได้รับการถ่ายทอดพรพิเศษจากจิตของพระอาจารย์ทำให้ท่านเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้และอยู่ในระดับเดียวกับจิตของพระอาจารย์ จากวันนั้น ไม่ว่าท่านจะศึกษาอะไรก็เป็นไปอย่างง่ายดาย และท่านสามารถทำสมาธิถึงจิตเดิมแท้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ในการปฏิบัติ เราไม่ได้มองคุรุ (หรือกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจง ปฐมคุรุ/ root guru) ว่าเป็นบุคคลธรรมดาที่กิน เดิน นอน ขับถ่าย รวมทั้งเจ็บป่วย แต่มองว่าท่านคือศูนย์รวมของคุณงามความดีทั้งหลาย ศูนย์รวมของคุรุอาจารย์และพระโพธิสัตว์ทุกท่าน โดยท่านอยู่ในลักษณะพระพุทธเจ้าแสงกระจ่าง ผู้เป็นองค์แทนปัญญาญาณแห่งการตื่นรู้ การมองเช่นนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์กับคุรุเท่ากับเป็นประโยชน์ต่อผู้เป็นศิษย์ เพื่อรักษาศรัทธาไม่ให้สั่นคลอนและเพื่อการมีมุมมองอันประเสริฐที่ปราศจากมลทินแห่งการมองอย่างฉาบฉวยของสัตว์โลก

คุรุผู้มอบคำสอนมักทดสอบผู้เป็นศิษย์ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อทะลุทะลวงอัตตาตัวตนของศิษย์ ท้าทายความจองหองอวดดีและความเย่อหยิ่งจนยาพิษจิตใจขนานนี้ไม่มีที่อยู่ และการทดสอบและขัดเกลาให้ศิษย์ได้เป็นภาชนะชั้นดีของพระธรรมในซกเช็นตลอดจนทุกมรรควิถีของพุทธวัชรยานคือการฝึกเงินโดร ซึ่งเป็นการปฏิบัติเบื้องต้นที่เป็นดังเสาเข็มแห่งชีวิตทางธรรม

III.

วิถีของการปฏิบัติ
คำสอนเทกเชิดและเทอกัลในซกเช็นประกอบด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้เราเข้าใจความว่างและความกระจ่างแห่งจิต โดยความเข้าใจนั้นมีการบ่มเพาะอย่างเป็นลำดับขั้น ผ่านชุดการปฏิบัติซึ่งเรียกว่า “เงินโดร” ซึ่งเปรียบเป็นบันไดขั้นที่หนึ่งที่จะก้าวขึ้นไปถึงขั้นสูงสุด ผู้ที่สนใจซกเช็นและการปฏิบัติธรรมใดๆ ในสายพุทธวัชรยานจึงควรเริ่มต้นด้วยเงินโดร ซึ่งจะทำให้เข้าใจเนื้อแท้ของสรรพสิ่ง เข้าใจและคุ้นเคยกับวิธีการปฏิบัติอย่างลึกซึ้งซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากทักษะจากการปฏิบัติเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการปฏิบัติขั้นสูงขึ้นไป นอกจากนี้ เงินโดรจะทำให้ได้ขัดเกลาตนเอง ได้สลายบาปกรรมที่ได้เคยทำในอดีตชาติจนถึงกาลปัจจุบัน ได้สั่งสมบุญบารมี ได้เจริญศรัทธาและทำให้ศรัทธาหยั่งรากลึก เพราะศรัทธาเป็นกุญแจสู่การปฏิบัติทั้งหมด หากปราศจากศรัทธา ก็จะไม่มีความเพียรที่จะปฏิบัติให้บรรลุจุดหมายปลายทาง ไม่มีความอดทนอดกลั้นที่จะรับความยากลำบากจากการภาวนารวมทั้งจากการที่อัตตาตัวตนถูกทำให้เผยโฉมออกมา

เงินโดรในพุทธเพินประกอบด้วยการปฏิบัติ ๙ อย่าง แต่ละอย่างเน้นสวดมนต์และประสานกับสมาธิ ยกเว้นในข้อสุดท้ายคือ กราบอัษฎางคประดิษฐ์ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวทางกายเพิ่มขึ้นมา การปฏิบัติทั้ง ๙ ได้แก่ เจริญโพธิจิต ยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ สลายบาปกรรม ถวายมันดาลา ภาวนาคุรุโยคะ บริกรรมมนตราตรีกาย ๓ บท และกราบอัษฎางคประดิษฐ์ (ซึ่งทำไปพร้อมกับการยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ) โดยทำอย่างละ ๑๐๐,๐๐๐ ครั้ง รวม ๙๐๐,๐๐๐ ครั้ง แม้ว่าโดยผิวเผินจะดูว่าเป็นการปฏิบัติที่เน้นจำนวน แต่จริงๆ แล้ว จำนวนเป็นเพียงเครื่องบ่งบอกความเพียรและความต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ฝึกแต่ละอย่างจนชำนาญ หากผู้ปฏิบัติตั้งใจจริงและสามารถปลีกเวลาให้แก่การปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ในเวลา ๓ – ๖ เดือนก็จะสามารถฝึกฝนเงินโดรทั้ง ๙๐๐,๐๐๐ ครั้งได้อย่างครบถ้วน

พระอาจารย์ชาซา ริมโปเชได้กล่าวในคัมภีร์มหาสมุทรแห่งพระวจนะ (กาลง เกียมโซ) ซึ่งเป็นคู่มือปฏิบัติเงินโดรว่า ผู้ปฏิบัติเงินโดรควรเริ่มที่โพธิจิตก่อนเนื่องจากเป็นการปฏิบัติสำคัญอย่างแรก หากปราศจากโพธิจิตหรือความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมเพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ การปฏิบัตินั้นก็เหมือนขาดเมล็ดพันธุ์ที่จะเพาะปลูกแม้ว่าจะมีดินอันอุดม น้ำ และปุ๋ยที่จะช่วยให้เมล็ดพันธุ์เติบโต

มีข้อน่าสังเกตหลายประการเกี่ยวกับการยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ซึ่งจริงๆ แล้วคือ จตุรัตนะ ได้แก่ คุรุหรือพระอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยที่คำว่า พระสงฆ์ ในที่นี้ไม่ได้หมายความเฉพาะนักบวช แต่หมายถึงเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้สืบพระธรรม เป็นผู้ละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อดูแลทุกข์สุขของสรรพสัตว์ จึงควรค่าแก่กราบไหว้บูชา ฝ่ายพุทธวัชรยานนำ คุรุ มาเป็นสรณะอันดับแรก ด้วยพระคุณของคุรุ ผู้เป็นศิษย์จึงมีโอกาสได้เข้าถึงสภาวะโดยเนื้อแท้ของพระรัตนตรัย

นอกจากนี้ คำว่า พระรัตนตรัย ในวัชรยาน ยังมีความหมายหลายระดับ ดังนี้
– ระดับนอก หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
– ระดับใน หมายถึง ลามะ (คุรุ) ยีตัม (พระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติบูชาตามคัมภีร์ตันตระ ซึ่งมีทั้งปางสันติ กึ่งพิโรธและพิโรธ) และคันโดรมา (ฑากินี) พลังพุทธะที่ถ่ายทอดในลักษณะสตรีที่ดำรงอยู่เหนือการปรุงแต่งและภาพลวงทั้งปวง
– ระดับในสุด หมายถึง เส้น (ซา) ลมปราณ (ลุง) และหยดธรรมชาติ (ทิกเล่) การยึดถือสรณะด้านในสุดนี้จะนำเราไปสู่สภาวะแห่งคุรุที่แท้ที่มิใช่อื่นใดแต่คือปัญญาญาณ (ริกปะ) ของเราเอง

มรรควิถีพระสูตรซึ่งเน้นการละกิเลสให้ความสำคัญกับพระรัตนตรัยในระดับนอก มรรควิถีตันตระซึ่งเน้นการเปลี่ยนกิเลสให้เป็นปัญญาให้ความสำคัญกับพระรัตนตรัยในระดับใน และมรรควิถีซกเช็นซึ่งเน้นการให้กิเลสสลายไปด้วยตนเองให้ความสำคัญกับพระรัตนตรัยด้านในสุด

เมื่อมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน วิธีการปฏิบัติของแต่ละมรรควิถีจึงแตกต่างกัน แม้ว่าจะเน้นการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเหมือนกัน ซกเช็นได้ชื่อว่าเป็นหนทางสู่เป้าหมายนี้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด นั่นคือ สามารถนำไปสู่การบรรลุธรรมในชาติเดียว และหากไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ผู้ปฏิบัติก็ได้วางรากฐานอันงดงามให้แก่ชีวิตซึ่งจะทำให้มีจิตผ่อนคลาย เป็นสุข สันติ มีมุมมองสูงส่งและกว้างไกลดุจดังนกอินทรีย์ ได้เตรียมจิตอย่างดีที่สุดสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต การปฏิบัติหลายอย่างของซกเช็นยังเน้นว่ามีอานิสงส์ในการปิดกั้นอบายภูมิอีกด้วย…

IV.

มุมมองซกเช็น

คำว่า ซก แปลว่า ความสมบูรณ์ (perfection) หรือความบริบูรณ์ (completion) ไม่มีอะไรที่ขาดหายไปในความสมบูรณ์และความบริบูรณ์นี้ เพราะทุกอย่างหลอมรวมอยู่ในจิตเดิมแท้ซึ่งเป็นแก่นธรรมหนึ่งเดียว แก่นธรรมนี้รวมทุกอย่างเอาไว้ทั้งหมดจึงยิ่งใหญ่ (เช็น) เกินกว่าที่จะพรรณนา ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว

สำหรับซกเช็น ฐาน (ฉี/ กุนฉี) ของบุคคลและสรรพสิ่งคือศูนยตาซึ่งมีลักษณะเป็นความว่าง (ตงปา) และผ่องแผ้วโดยเนื้อแท้ (กาตัก) แต่ดังที่ได้กล่าวแล้ว ความว่างนี้ไม่ใช่ว่างเปล่าหรือว่างที่มืดมน ธรรมชาติของความว่างอันเป็นฐานนี้คือความกระจ่างชัดใส (ซัลบา) ที่ปรากฏรูปลักษณะออกมาอย่างไม่หยุดยั้งโดยไม่สามารถกำหนดได้ว่ารูปลักษณะนั้นจะปรากฏเมื่อใด การปรากฏนั้นสมบูรณ์เพรียบพร้อมอย่างไม่มีขีดจำกัด เราเรียกคุณสมบัติของความกระจ่างชัดใสนี้ว่า “ลุนดรุบ” ด้วยคุณสมบัตินี้ ความคิดแล้วความคิดเล่าจึงปรากฏในจิตของเรา ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดความคิดได้ เหมือนกับที่ไม่มีใครสามารถบังคับเมฆไม่ให้ลอยเข้าไปในฟ้า หรือไม่มีใครสามารถบังคับคลื่นไม่ให้เกิดในทะเล

นี่คือมุมมองของซกเช็นที่ว่าด้วยเนื้อแท้ของจิต โดยเน้นว่าความว่างกับความกระจ่างไม่เคยแยกจากกัน ความว่างเปรียบเป็นสภาวะแห่งมารดา (มา) และความกระจ่างเปรียบเป็นสภาวะแห่งบุตร (ผู) เมื่อใดที่ทั้งสองสภาวะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือ บุตรกลับสู่ตักของมารดาและหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมารดา เมื่อนั้น การบรรลุธรรมเกิดขึ้น ดังคำกล่าวต่อไปนี้ในอรรถาธิบายของพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช เกี่ยวกับการบรรลุธรรมในบาร์โดแห่งขณะกำลังจะตาย

“บุตรกับมารดาที่เคยพลัดพรากกันได้มาพบกัน เมื่อนั้นก็เท่ากับไม่มีบาร์โดแล้ว ผู้ตระหนักรู้ได้เข้าถึงพระโพธิญาณ แสงกระจ่างภายใน (ริกปะ) ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงกระจ่างแห่งฐาน แสงกระจ่างทั้งสองเปรียบเสมือนพื้นที่ว่างในขวดกับพื้นที่ว่างในอากาศ เมื่อขวดแตก พื้นที่ว่างในขวดก็ออกมาบรรจบกับพื้นที่ว่างในอากาศ ในขณะนั้น มารดากับบุตรก็ได้พบกัน”

เมื่อขวดแตกก็คือเกิดความตายขึ้นซึ่งเป็นผลที่ธาตุที่ประกอบเป็นกายเนื้อสลายไปจนหมดสิ้น กายก็ไม่สามารถเป็นเครื่องรองรับจิตได้อีกต่อไป หากปฏิบัติซกเช็นได้อย่างดีเลิศ ก็จะสามารถหลอมรวมสภาวะแห่งการตื่นรู้ของบุตร (ริกปะ) กับสภาวะธรรมซึ่งเป็นฐาน (กุนฉี)

ในทิเบต การพูดคุยเกี่ยวกับซกเช็นแทบจะไม่เกิดขึ้น ผู้คนจำนวนน้อยมีโอกาสได้ศึกษาหรือฝึกฝนซกเช็นเนื่องจากหากไม่มีความพร้อม การสอนธรรมะชั้นสูงอันลึกซึ้งนี้ก็จะกลายเป็นคำสอนธรรมดาที่ไร้ค่า แม้แต่พระภิกษุในวัดที่สืบคำสอนซกเช็นดังเช่นวัดตกเต็น (เมืองงาวา แคว้นอัมโด) ก็ไม่มีโอกาสฝึกปฏิบัติยกเว้นว่าจะได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีความตั้งใจจริงและได้ภาวนามาเป็นลำดับขั้น หากเป็นพระที่มีอายุน้อยถูกห้ามไม่ให้เปิดคัมภีร์ซกเช็นอ่านจนกว่าจะได้รับอนุญาต

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากด้วยความกังวลว่าคำสอนจะสูญหายไป ครูบาอาจารย์พุทธเพินในปัจจุบัน ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชแมนรี ริมโปเช (ประมุขทางจิตวิญญาณของนิกาย) และคุรุหลักท่านอื่น ได้ร่วมกันประกอบพิธีถึงพระธรรมบาลยีชี วาโม (พระผู้ปกป้องพระธรรมซกเช็น) เพื่อขออนุญาตถ่ายทอดคำสอนนี้ในวงกว้าง ผลของพิธีนั้นออกมาในทางบวก ในปัจจุบันคำสอนซกเช็นจึงออกมาสู่สังคมผ่านการตีพิมพ์หนังสือ การสอนและเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งที่เราสามารถพูดคุยกันได้เช่นนี้ แต่ไม่ว่าจะมีการพูดคุยหรือสอนซกเช็นในระดับกว้างเพียงไร รายละเอียดการฝึกปฏฺิบัติก็ยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดีเลิศ เปิดเผยต่อศิษย์ที่ฝึกฝน แต่มิได้ถ่ายทอดทั่วไป เพื่อไม่ให้คำสอนถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ซึ่งจะทำให้เนื้อหาของคำสอนมัวหมองและสายธารแห่งธรรมมีมลทิน

ในอดีต คำสอนซกเช็นที่ถ่ายทอดผ่านสายชางชุง เญียนจุด ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ส่งผ่านจากคุรุสู่ศิษย์ในแต่ละรุ่นอายุด้วยการกระซิบบอก คุรุซกเช็น ๒๕ ท่านที่ได้รับคำสอนเช่นนี้ต่างบรรลุสภาวะกายรุ้ง

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล
ส.ค. ๖๐

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *