สาระธรรม

ธรรมะวัชรยาน (4): กุนฉี ริกปะ

กุนฉี – ริกปะ

ในคัมภีร์มรณศาสตร์ หรือ บาร์โด เทอเตรอ ซึ่งแปลตรงตัวว่า หลุดพ้นจากบาร์โดด้วยการได้ยิน กล่าวถึง “กุนฉี” (kunzhi) และ “ริกปะ” (rigpa) เมื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตในชีวิตหลังตายและสอนว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะเปลี่ยนบาร์โดให้เป็นโอกาสในการหลุดพ้นเพื่อให้ริกปะได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกุนฉี ข้อความนี้มีความหมายว่าอย่างไร กุนฉี และ ริกปะ คืออะไร

กุนฉี หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ฉี” (zhi) หมายถึงความไพศาลกว้างใหญ่ พื้นที่ว่างในอวกาศ ฐานของสรรพสิ่งและสรรพชีวิต สถานดำรงอยู่ของลมที่เราหายใจเข้ามาและลมที่เราผ่อนออกไป ที่แห่งนี้ไม่สามารถกำหนดขอบเขตได้ แม้ว่าในชีวิตที่เราดำรงอยู่ เราสร้างขอบเขตและอาณาเขตให้กับสถานต่างๆ กุนฉี หรือ ฉี จึงมักได้รับการเปรียบว่าเป็นดังท้องฟ้ากว้างอันไม่มีประมาณ ไม่มีผู้ใดสามารถจับจองเป็นเจ้าของในความกว้างและว่างนี้ได้ 

ในการปฏิบัติธรรมของมรรควิถีซกเช็น โยคีผู้ปฏิบัติจะได้รับการสอนให้มองเข้าไปในความว่างของอวกาศ ผ่านสภาวะแห่งการปรากฏให้เห็นของสรรพสิ่งเพื่อกลับไปสู่จิตโดยเนื้อแท้โดยไม่ตามการปรุงแต่ง ความว่างนั้นเป็นมารดา และการมองเข้าไปในความว่างคือการเปิดใจเพื่อพบมารดา เมื่อพบแล้ว ก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมารดา นั่นคือ หัวใจแห่งการฝึกฝน เพราะตราบที่ยังหลอมรวมไม่ได้ ก็จะยังคงมีสังสารวัฏไม่จบสิ้น และหากอธิบายจากมุมมองทางโลก การที่มารดา (สภาวะธรรม) และบุตร (จิตที่แท้ของเรา) พลัดพรากจากกัน ไม่รู้จักกัน บุตรปฏิเสธที่จะเข้าอ้อมกอดของมารดา บุตรไม่แยแสมารดา เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดของสัตว์โลก

ส่วนริกปะ หมายถึงปัญญาญาณภายในจิตเดิมแท้ ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งกว่า ปัญญาในความหมายแห่งการเรียนรู้ฝึกฝน หรือปัญญาที่เป็นคุณสมบัติที่ผู้ปฏิบัติธรรมปรารถนาจะเข้าถึงหากฝึกฝนบนหนทางแห่งบารมีหกของพระโพธิสัตว์

ปัญญาแบบริกปะ เป็นปัญญาจากการตื่นรู้ที่เป็นธรรมชาติ เกิดจากความกระจ่างชัดใสแห่งจิต จนเรียกว่า จิตกระจ่าง เมื่อต้องการเปรียบเทียบกับจิตแบบสัตว์โลกที่แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ปรากฏการณ์ และสิ่งเร้าภายนอก 

จิตแบบริกปะไม่แปรเปลี่ยน ไม่ตามสิ่งเร้า ไม่ประสานกับสภาวะภายนอก ไม่นำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนภายใน เป็นคุณสมบัติดั้งเดิมที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว แม้ไม่เคยได้รับการฝึกฝน เรียนรู้ เป็นปัญญาญาณที่ปรากฏขึ้นเองโดยเราไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องขวนขวาย ใคว่ขว้า เหมือนกับการที่ฟ้ากลับมากระจ่างใสโดยไม่ต้องมีใครมานำเมฆออกไป เมื่อเมฆลอยผ่านไป ฟ้าก็ชัดใสอีกครั้ง การปรากฏของความชัดใสนั้นเกิดขึ้นเอง และเมื่อเกิดแล้ว ก็สมบูรณ์ กระจ่างแจ้งเหมือนกับขณะก่อน กาลก่อนที่ฟ้าเคยชัดใส ความกระจ่างชัดใสและสมบูรณ์แบบของริกปะไม่เคยถูกทำให้มัวหมองเลยไม่ว่าจะผ่านมากี่วัน กี่เดือน กี่ปี กี่ชาติ ริกปะก็ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาแห่งการรู้แจ้ง 

แล้วเมื่อริกปะคือปัญญาแห่งการรู้แจ้งที่เรามีอยู่แล้ว ทำไมเราจึงไม่หลุดพ้น เราไม่หลุดพ้นเพราะเราไม่ให้จิตดำรงอยู่ในความกระจ่างชัดใสนี้ เราไม่รู้จักที่จะผ่อนจิต คลายจิต และปล่อยจิตให้อยู่ในลักษณะที่เป็นเช่นนั้นอันเป็นธรรมชาติที่แท้ของจิต เรากระเสือกกระสน ดิ้นรน แปลกแยกจากความสมบูรณ์ที่เรามีอยู่ในจิต วิ่งตามหาสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ที่อยู่ภายนอก ยึดติดกับจิตที่แปรเปลี่ยนว่าเป็นของแท้ เราจึงสร้างร่องรอยกรรมในดวงจิต (หรือกล่าวให้ชัดเจนขึ้น ในอาลยวิญญาณซึ่งเป็นดังคลังแห่งจิต) มิหยุดหย่อน ร่องรอยกรรมนี้ปิดบังความกระจ่างชัดใส เหมือนเงามืดของสุริยุปราคาที่ทำให้โลกมืดมน ตราบที่ร่องรอยกรรมยังคงอยู่ เราจึงยังคงมีเชื้อเพลิงที่จะทำให้เกิด แก่ เจ็บ ตายในวัฏสังสาร

ในวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายจบสิ้นลง ดวงจิตของผู้ตายจะประสบปรากฏการณ์ภายในไปจนถึงสภาวะที่เรียกว่า บาร์โดแห่งฐาน จะเกิดความกว้างใหญ่แห่งแสงกระจ่างซึ่งไม่ได้ปรากฏจากภายนอก แต่ปรากฏในดวงจิตของผู้จากไป เวลานั้นอันเป็นเวลาแสนประเสริฐที่มารดา (กุนฉี) กับบุตร (ริกปะ) จะได้พบกัน หากบุตรจำมารดาได้ บุตรจะเข้าถึงการหลุดพ้น บาร์โดและสังสารวัฏจะจบสิ้นลง 

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๙

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *