สาระธรรม

ธรรมะวัชรยาน (3): ปัญญาและกรุณา

ปัญญา-กรุณา

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวัชรยานคือ การประสานปัญญา (เชรับ) กับกรุณา (ญิงเจ) ดังจะเห็นจากการให้ความสำคัญกับระฆังซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนปัญญาและวัชระซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนกรุณา วัตถุธรรมทั้งสองจึงปรากฏอยู่คู่กันเสมอเพื่อเตือนใจผู้ปฏิบัติธรรมว่าหากปราศจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะไม่มีการบรรลุธรรม ดุจดังนกปีกเดียวที่ไม่สามารถบินได้ 

เมื่อตอนครูฝึกใช้ระฆังใหม่ๆ ครูได้รับการสอนว่า ขณะสั่นระฆัง ขอให้ฟังเสียงซึ่งปลุกปัญญาแห่งศูนยตาให้ปรากฏขึ้น การสั่นเสียงระฆังจึงมีนัยที่สำคัญมาก มิใช่เป็นเพียงการทำให้เกิดเสียงโดยธรรมดา ส่วนวัชระ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ออกเสียง แต่ก็ต้องถือในมือพร้อมกับระฆังเพื่อให้ทั้งสองสิ่งได้ดำรงอยู่คู่กัน ในมุมมองของวัชรยาน ปัญญาที่ปราศจากความกรุณาจึงมิใช่ปัญญาที่แท้ และเราไม่สามารถเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้หากเราปรารถนาที่จะบรรลุพระโพธิญาณ

ด้วยเหตุนี้ ลูกศิษย์ที่ปฏิบัติธรรมในวัชรยานจึงได้รับการอบรมให้เริ่มด้วยการบ่มเพาะความกรุณาก่อน เราจะได้รับการสอนให้มองทุกชีวิตว่าเคยเป็นมารดาของเรา ด้วยความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดและความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสัตว์ จึงไม่มีหลักประกันว่าเราเคยเกิดเป็นใครและเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ใดหรือสัตว์ใดในกระแสธารแห่งชีวิตที่ได้ถือกำเนิดมา และไม่มีหลักประกันใดว่าเราจะเกิดเป็นใครและมีความสัมพันธ์กับผู้ใดในอนาคต เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกชีวิตจึงอาจเคยเกิดเป็นแม่ของเรามาก่อน และอาจกลายเป็นแม่ของเราในอนาคต 

บางครั้งเราตั้งจิตอธิษฐานหรือสัญญาแก่กันและกันว่าจะมาเกิดร่วมกันอีก จะมาเป็นแม่-ลูก หรือสามี-ภรรยาอีก แต่ในมุมมองของพุทธศาสนา ไม่มีสิ่งใดประกันได้เลยว่าคำอธิษฐานนี้จะเป็นจริง ไม่มีแม้ว่าเราจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ ทุกอย่างขึ้นกับบุญกุศลและการปฏิบัติธรรมที่เราได้ทำ 

เมื่อได้รับการสอนและฝึกฝนให้รักผู้อื่นและกตัญญูต่อพวกเขาดุจเดียวกับมารดาของตน จิตใจของเราก็จะลดความหยาบกระด้างลง แม้มีบุคคลที่อาจเคยทำร้ายเรา มีความขัดแย้งกับเรา หรือเราไม่ชอบเขา ความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่พอใจเหล่านั้นก็จะลดลงไปโดยธรรมชาติถ้าเราตระหนักว่าบุคคลนั้นอาจเคยเป็นแม่ของเรามาก่อนหรืออาจเกิดเป็นแม่ของเราในอนาคต

ครูบาอาจารย์ทิเบตมักเล่าเรื่องนี้เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่จอมปลอมของสังสารวัฏ หญิงคนหนึ่งเลี้ยงนมลูกซึ่งเป็นทารกด้วยความรักและทะนุถนอม ขณะนั้นมีสุนัขผอมโซตัวหนึ่งเดินเข้ามา หญิงคนนี้เห็นเข้าก็ปาก้อนหินใส่มันทันทีเพื่อไล่มันออกไป โยคีผู้มีญาณหยั่งรู้ท่านหนึ่งเห็นเข้าก็รู้สึกว่าชีวิตช่างไร้แก่นสาร ด้วยท่านเห็นว่าบุตรของหญิงคนนี้ที่นางรักใคร่หวงแหนนั้นจริงๆ เคยเป็นศัตรูของนางมาก่อนในอดีตชาติและสุนัขตัวที่นางขับไล่และทำร้ายจริงๆ แล้วคือแม่ของนางมาเกิดนั่นเอง

มรรควิถีแห่งพระสูตรจะเน้นการบ่มเพาะความกรุณาผ่านวิธีภาวนาต่างๆ มากมาย เมื่อศิษย์ได้แสดงให้คุรุได้เห็นว่ามีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม มีความกรุณาต่อสรรพสัตว์ ก็จะได้รับการสอนบนหนทางแห่ง “ชังชุบ ลัมริม” ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติอย่างเป็นลำดับขั้นจนถึงการตรัสรู้ธรรม 

การฝึกฝนในชังชุบ ลัมริมเริ่มตั้งแต่การพิจารณาคุณสมบัติของบุคคลที่เรียกว่า “ปฐมคุรุ” (ครูแห่งจิตวิญญาณที่สอนธรรม เปิดใจเรา และเกื้อหนุนการเดินทางด้านในของเรา) การศึกษาคุณสมบัติของ “ศิษย์” แล้วปรับปรุงแก้ไขหากตนเองยังไม่มีคุณสมบัติของศิษย์ที่แท้ การมีทัศนคติที่ประเสริฐสำหรับการเกิดมาเป็นมนุษย์ การเข้าใจเนื้อแท้ของสังสารวัฏอย่างแจ่มแจ้ง การตื่นรู้ในกฎแห่งกรรม ในความเป็นอนิจจังและความตายจนทำให้ไม่ปรารถนาที่จะประกอบอกุศลกรรมใดๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตอยู่บนความประมาท ไปจนถึงหลักประพฤติปฏิบัติในการยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะ การเจริญโพธิจิต และการบำเพ็ญบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ 

ทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้สามแบบที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา โดยปัญญาในที่นี้คือปรัชญาปารมิตา ปัญญาสูงสุดอันไร้อัตตาตัวตนที่จะทำให้เราสามารถช่วยรื้อขนสรรพสัตว์ไปสู่อีกฟากฝั่งได้

นอกจากหนทางแบบพระสูตร วัชรยานยังเน้นการประสานปัญญาและกรุณาผ่านวิธีการแห่งตันตระซึ่งเป็นการเปลี่ยนกิเลสให้เป็นปัญญา ในตันตระซึ่งเป็นชื่อของคัมภีร์และบทปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าและพระแห่งปัญญาจำนวนมาก ไม่มีสิ่งใดที่ถูกเรียกว่า มลทิน หรือ ด่างพร้อย ทุกสิ่งล้วนแต่ดีงามเพราะสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังบวกได้ 

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องละกิเลสใดๆ เพียงแต่เราเชื่อในศักยภาพแห่งจิตและพรของคุรุและพระยีตัม (พระพุทธเจ้าองค์ที่ปฏิบัติบูชาและเป็นหลักในการทำสมาธิ) เราก็จะสามารถดำรงอยู่กับกิเลสได้โดยกิเลสไม่สามารถทำให้เกิดอารมณ์บ่อนทำลายเพราะกิเลสเหล่านั้นถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นปัญญา ผู้ปฏิบัติตันตระจึงไม่จำเป็นต้องละเลิกชีวิตแห่งการครองเรือนแล้วหลีกหนีสังคมไปออกบวช ไม่จำเป็นว่าจะต้องถือศีลกินเจ หรือมีข้อห้ามด้านพรหมจรรย์เหมือนพระภิกษุหรือภิกษุณี อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ปฏิบัติตันตระทุกคนจำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบคฤหัสถ์ ต้องกินเนื้อสัตว์หรือเสพกามารมย์แบบที่มีการเข้าใจผิด…

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *