สาระธรรม

ธรรมะวัชรยาน (1): การตระหนักรู้

ผู้ที่คุ้นเคยกับวรรณกรรมด้านพุทธวัชรยานมักจะเห็นศัพท์ที่ใช้กันเสมอคือ realization หรือ การตระหนักรู้ ซึ่งตรงกับศัพท์ภาษาทิเบต “ตกปา” རྟོགས་པ།ในการปฏิบัติธรรม เราตั้งปณิธานที่จะปฏิบัติและดำเนินชีวิตตามอุดมคติสูงสุดของพระโพธิสัตว์คือ ขอให้เข้าถึงการบรรลุธรรมเพื่อจะได้กลับมายังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ หรือที่เรียกว่า “โพธิจิต” (ชังชุบเซ็ม) โดยในการทำให้อุดมคตินี้ลุล่วง มีความจำเป็นที่เราจะต้องปฏิบัติธรรมอย่างไร้อัตตาตัวตน บำเพ็ญบารมีหกแห่งพระโพธิสัตว์ ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา โดยให้บารมีทั้งหกนี้ตั้งบนรากฐานแห่งปรัชญาปารมิตา ซึ่งหมายความว่า ไม่เพียงที่เราจะบำเพ็ญทานบารมีด้วยการถวายเครื่องบูชาแด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ หรือให้สิ่งใดแก่ผู้อื่น เรามีความจำเป็นจะต้องให้การบำเพ็ญทานบารมีนั้นบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ทำโดยไม่หวังผลตอบแทน ทำโดยปราศจากความคาดหวังต่อผู้ที่เราได้ให้ ในขณะนั้น ไม่มีทั้ง (1) การให้ (2) ผู้ให้ และ (3) ผู้ที่ถูกให้/ ผู้ที่ได้รับ ทั้งสามอย่างได้หลอมรวมเป็นสภาวะเดียวกันซึ่งเป็นกุศลที่บริสุทธิ์ 

หากปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญบารมีในลักษณะนี้ การตระหนักรู้ ซึ่งไม่ใช่การเห็นบางสิ่งบางอย่างขณะทำสมาธิ แต่เป็นความเข้าใจตัวตนและสรรพสิ่งโดยเนื้อแท้ จะเกิดขึ้น ซึ่งนำไปสู่การไม่ยึดติดกับภาพลวงตาของสังสารวัฏที่จิตเป็นผู้สร้าง โดยการตระหนักรู้นี้เป็นความเข้าใจจากส่วนลึกของหัวใจ ไม่ได้มาจากการหยิบยืมคำนิยามของผู้ใด 

การตระหนักรู้อาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมจากการปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญบุญบารมี เราจึงหมั่นเพียรปฏิบัติจนวันหนึ่งเราจะรู้สึกว่าจิตของเราไม่เหมือนเดิม เราเคยยึดติดกับสิ่งใด ก็สามารถมอบสิ่งที่เคยหวงแหนนั้นให้แก่ผู้อื่นได้ เคยโกรธแค้นผู้ใด ก็เกิดการตระหนักรู้ ว่าโดยเนื้อแท้แล้วไม่มีผู้ใดที่เรียกว่า “ศัตรู” ได้เลยเพราะความสัมพันธ์ฉันท์มิตร-ศัตรูนั้นไม่ยั่งยืนและแปรเปลี่ยนได้เสมอ ทุกอย่างล้วนแต่ขึ้นกับการตีความของเรา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความเข้าใจเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่เป็นความเข้าใจในระดับลึกซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมและการมองโลกอย่างถาวร 

การตระหนักรู้อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันดังเช่นในประวัติชีวิตของพระอาจารย์ชาซา ต้าชี เกียลเซ็น ริมโปเช ครั้งหนึ่งท่านถูกพระปฐมอาจารย์ใช้ไม้ฟาดที่ศรีษะจนสลบ (ซึ่งเป็นการกระทำที่พิเศษ ขับเคลื่อนด้วยความกรุณา) เมื่อฟื้นขึ้นมา จิตของท่านกระจ่างชัดใส เกิดความเข้าใจในทุกสิ่งโดยไม่จำเป็นต้องฝึกฝน ในขณะนั้น จิตของท่านกับจิตของพระปฐมอาจารย์ได้หลอมรวมกลายเป็นสภาวะเดียวกัน คุณสมบัติอะไรที่คุรุของท่านมี ท่านก็มีด้วยเช่นกัน หลังจากนั้น ท่านได้หมั่นเพียรปฏิบัติด้วยศรัทธาและความกรุณาอย่างที่สุดต่อสรรพสัตว์ และได้กลายเป็นผู้เผยแผ่พระธรรมและปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงผลสูงสุดแห่งซกเช็น (Dzogchen) 

ครั้งหนึ่งก่อนครูจะอยู่จำศีล พระอาจารย์ท่านหนึ่งของครูให้พรที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่แก่ครู “ขอเธอจงเกิดประสบการณ์พิเศษและเกิดการตระหนักรู้ด้วยเทอญ” ประสบการณ์พิเศษที่ท่านพูดถึงนี้ไม่ใช่การเห็นแสง การเห็นองค์พระ การรู้อนาคต การติดต่อเชื่อมโยงกับดวงวิญญาณ และอะไรมากมายที่ฟังดูว่าอยู่เหนือปรากฏการณ์ธรรมชาติและพิเศษกว่าสิ่งที่บุคคลทั่วไปรับรู้ แต่หมายถึงการเกิดขึ้นของประสบการณ์ที่เราจะไม่เพิกเฉยแต่มีผลที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจในตัวตนที่แท้ของตัวเอง สิ่งนั้นอาจเป็นช่วงเวลาที่ภาวนาแล้วจิตเกิดความกระจ่างชัดใส เข้าใจสภาวะธรรม เกิดความกรุณาอันไม่มีประมาณต่อสัตว์โลกที่ดำรงชีวิตอยู่กับความเขลาด้วยการยึดติดผูกพันกับสิ่งที่ไม่จีรังและเป็นภาพลวง และนั่นคือเป้าหมายของการอยู่จำศีล ซึ่งจะไม่มีความหมายเลยหากเราคิดว่า การอยู่จำศีลทำให้เรามีคุณสมบัติที่เด่นกว่าคนอื่น หรือผลของการจำศีลมีเพียงจำนวนตัวเลขมนตราที่นับได้ 

กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

๑๕/๐๘/๕๙

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *