ขทิรวันในหนึ่งทศวรรษ. Kundrol Ling in a decade
โดย ดร.กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล

ความฝันที่จะสร้างสถานธรรมแบบทิเบต
สมัยเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครูทำวิจัยเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมทิเบต จึงมีโอกาสเดินทางไปทิเบตอยู่บ่อยๆ
สิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือ จิตใจอ่อนโยน เปี่ยมไปด้วยความกรุณาของชาวทิเบต และคำสอนอันลุ่มลึกในพระพุทธศาสนาวัชรยาน จึงมีความตั้งใจที่จะสร้างสถานปฏิบัติธรรมแบบทิเบตในเมืองไทย เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเพื่อให้คนไทยได้สัมผัสความงดงามด้านจิตวิญญาณและจิตใจเหมือนที่ครูได้ประสบมา

ขทิรวัน-กุนเทรอลิง
10 ปีที่แล้ว ครูพบที่ดินผืนนี้ที่หัวหินซึ่งเป็นบ้านเกิด ครูจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่มหาวิทยาลัยเพื่อบุกเบิกและพัฒนาที่ดินซึ่งต่อมาตั้งชื่อว่า “ขทิรวัน” ขทิรวัน แปลว่า ป่าขทิระ ตั้งชี่อนี้เพื่อเตือนใจให้นึกถึงความกรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ตารา ในคำสอนฝ่ายทิเบต คำว่า “ขทิรวัน” หรือ “ซังตังนัก” เกี่ยวโยงกับพระองค์ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์พระองค์แรกที่เป็นแรงบันดาลใจให้ครูเปลี่ยนชีวิตทางโลกให้เป็นชีวิตทางธรรม
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา เราได้ตั้งชื่อสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้เป็นภาษาทิเบตว่า “กุนเทรอลิง” แปลว่า ดินแดนแห่งพระฑากินี เพื่อเน้นสภาวะด้านในอันศักดิ์สิทธิ์และการเข้าถึงตัวตนเดิมแท้ของพวกเราทุกคน

พระสถูปและสถานภาวนาซกเช็น
หลังจากซื้อที่ดิน ครูได้มอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิพันดารา และเพื่อให้เป็นมงคล จึงได้เชิญพระอาจารย์กุนเทรอ ลาเซ ริมโปเช มาอภิเษกที่ดิน ท่านได้แนะนำให้สร้างพระสถูปซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และให้คำพยากรณ์ว่า ศูนย์ขทิรวันจะเป็นสถานภาวนาซกเช็นซึ่งเป็นคำสอนว่าด้วยจิตเดิมแท้ พระสถูปองค์นี้ไม่เหมือนสถูปเจดีย์โดยทั่วไปเนื่องจากไม่เพียงเป็นสถานประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ แต่ยังเป็นหอสมาธิและวิหารพระโพธิสัตว์ที่ผู้คนจะเข้าไปภายในเพื่อภาวนาพร้อมทั้งเรียนรู้เรื่องพุทธศิลป์ทิเบต-หิมาลัย หากมองให้เป็น พระสถูปซึ่งก่อกำเนิดจากโพธิจิต ความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมเพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ ยังเป็นดังพระพุทธเจ้าประทับอยู่กลางอากาศ แต่การสร้างพระสถูปจะไร้ความหมายหากไม่มีผู้ภาวนา เปรียบดังโรงพยาบาลที่ขาดแพทย์ที่จะให้การบำบัดรักษา ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ครูจึงมุ่งเน้นสอนคอร์สภาวนา สร้างบุคลากรทางธรรม เป็นการสร้างสถูปในใจของผู้คนไปพร้อมกับการก่อสร้างพระสถูปภายนอก

ขทิรวันในช่วงบุกเบิก
ชีวิตวันแรกๆ ที่ศูนย์ขทิรวันเป็นชีวิตที่ท้าทาย ครูได้รับการฝึกให้เป็นนักอักษรศาสตร์และนักภาษาศาสตร์มาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี แต่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่กับป่าเขา ทำสวนไม่เป็น ปลูกต้นไม้ไม่เป็น และไม่เคยทำงานเกี่ยวกับศิลปะทิเบต แต่ครูมีใจเต็มร้อยที่จะอยู่ที่นี่และทำสถานที่แห่งนี้ให้เป็นที่พักพิงใจพร้อมทั้งดูแลต้นไม้และสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ยึดขทิรวันเป็นที่อยู่อาศัย ในวันแรกที่เราได้รับธงมนตร์จำนวนมากมายจากพระอาจารย์ลาเซ ริมโปเช ครูต้องการจะนำธงมนตร์เหล่านั้นมาผูกเป็นสถูปผ้าตามประเพณีของทิเบต ตอนนั้น อาจารย์เยินเต็นยังอยู่ในทิเบต ครูจึงไปตามหานักศึกษาชาวทิเบตที่มาเรียนหนังสือที่เมืองไทย ได้พบชาวทิเบต 3 คนที่สถาบัน AIT พวกเขาไม่เคยทำสถูปมนตร์ แต่พวกเขาก็มาเพื่อให้ความช่วยเหลือ ตอนนั้น เราต้องปีนขึ้นเสาสูง ๙ เมตรเพื่อนำธงไปผูกเพราะไม่รู้วิธีการที่ง่ายกว่านั้น เมื่อสร้างเสร็จ ความงามของสถูปผ้าองค์แรกเป็นความหวังว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นที่นี่และการงานทางธรรมที่มีความกรุณาของพระโพธิสัตว์เป็นแรงขับเคลื่อนจะหยั่งรากลึกบนแผ่นดินไทย

ขทิรวันในวันนี้
จากที่ดินที่เป็นป่าเต็มไปด้วยหญ้าคา เราได้พัฒนามาเป็นพื้นที่แห่งการภาวนา ในช่วงที่มีการสอนคอร์ส เป็นความสุขใจอย่างยิ่งที่เห็นผู้คนเดินภาวนาไปที่เขตพระสถูปและด้านหน้าภูเขา พวกเขากำลังละวางจากความบันเทิงและกิจวัตรที่เคร่งเครียด กลับมาใช้ชีวิตกับธรรมชาติ วิถีแห่งโยคี/โยคินีในโลกสมัยใหม่ได้เร่ิมต้นแล้ว
คุรุอาจารย์ชาวทิเบตที่ผูกพันกับพระปฐมอาจารย์ของครูและอาจารย์เยินเต็นได้เข้ามาเป็นส่วนย่ิงใหญ่ของขทิรวัน ท่านเหล่านั้นได้นำความรู้จากทิเบต ประสบการณ์จากการสร้างวัดและสอนธรรมะในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศจีน เนปาล อินเดีย หรือโลกตะวันตก มาแบ่งปัน
กำลังใจของคุรุอาจารย์เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าสายธารแห่งธรรมจะไม่มีวันหมดสิ้น พรของท่านจะหลั่งไหลมาสู่แผ่นดินไทย
แล้วลูกศิษย์จากคอร์สภาวนา จิตอาสาผู้อนุโมทนาต่อปรัขญาและการงานของขทิรวันและพันดาราก็ค่อยๆ เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่เราขาดหายไป
สังฆะพันดาราได้ก่อตัวขึ้นไปพร้อมกับการปรากฏของพระสถูปเหนือพื้นดิน รูปหล่อของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในหลายลักษณะดุจดังยกทิเบตมาไว้ที่เมืองไทย ไปจนถึงเรือนพักและบ้านจำศีลที่เกื้อหนุนชีวิตของเรา
เช้าตรู่วันหนึ่งในระหว่างที่อยู่จำศีลปลีกวิเวก ครูเห็นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่องสว่างกลางหุบเขา เสียงหมู่นกยามเช้าทักทาย ครูบอกตัวเองว่า ที่นี่คือบ้านที่จะนำพาพวกเราทั้งหลายกลับสู่บ้านที่แท้ซึ่งเป็นพระราชวังแห่งแสงกระจ่าง ดำรงมาแต่เนิ่นนาน ณ กลางใจ

ขทิรวันในทศวรรษหน้า
ครูฝันเห็นขทิรวันเป็นชุมชนแห่งการภาวนา ผู้คนจะเข้ามาใช้สถานที่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว บางคนอาจจะเกษียณจากการงานแล้วมาอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตชีวิตของโยคียุคใหม่ไม่จำเป็นต้องทิ้งครอบครัว แต่จิตใจต้องไม่ยึดติด และผู้ภาวนาต้องให้เวลาแก่การปฏิบัติธรรม ตลอดจนได้รับการเกื้อหนุนจากปัจจัยต่างๆ รวมทั้งมีสถานที่ที่เป็นสัปปายะ ขทิรวันจะเป็นบ้านอีกหนึ่งหลังของพวกเขา
ครูฝันเห็นพระสถูปสร้างเสร็จ คงเป็นวันเวลาแสนสุขใจที่พวกเราผู้สร้างพระสถูปในวันนี้จะได้เข้าไปทำสมาธิและสวดมนต์เพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ และเมื่อเราจากโลกนี้ไป พระสถูปจะยังคงอยู่ เป็นประจักษ์พยานของศรัทธาในพุทธธรรมที่จะได้รับการสานต่อในรุ่นอายุต่อไป
ครูฝันเห็นป่าและขุนเขาได้รับการอนุรักษ์ พื้นที่แห่งเทือกเขาตะนาวศรีด้านหลังขทิรวันจะเขียวขจี เพิ่มสีสันแห่งธรรมชาติให้หัวหิน ขุนเขาเหล่านี้จะเกื้อหนุนการเดินทางกลับสู่ความผ่องแผ้วของจิตเดิมแท้
ครูฝันเห็นงานเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดสารที่จุนเจือชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรม ขทิรวันจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่จะให้การดูแลกายเนื้อของพวกเรา เป็นแรงบันดาลใจและความหวังของสังคมว่าเราจะมีอาหารปลอดภัยและผู้คนจะดูแลตัวเองอย่างไม่เห็นแก่ตัว
และครูฝันเห็นสถูปที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในใจของพวกเราแต่ละคน นั่นคือ ความหมายยิ่งใหญ่สูงสุดของความเป็นขทิรวัน