หากได้เดินทางไปตามพุทธสถานในทิเบต หรือพุทธสถานของชาวพุทธวัชรยานในประเทศอื่นๆ แถบหิมาลัย หรือเมื่อเข้าไปภายในเคหสถานของคนกลุ่มนี้ เราจะคุ้นตากับภาพทังกาหรือภาพพระบฏขนาดต่างๆ ที่แขวนไว้ตามผนัง หรือเหนือหิ้งบูชา โดยบ่อยครั้งที่ด้านล่างของภาพทังกาจะมีการถวายเครื่องบูชา ไม่ว่าจะเป็นถ้วยใส่น้ำเต็มเปี่ยมวางเรียงราย ดวงประทีปที่กำลังส่องสว่าง หรือกระถางกำยานที่ส่งควันลอยกรุ่น ด้วยสำหรับชาวพุทธวัชรยานแล้ว ทังกาถือเป็นพุทธศิลป์ศักดิ์สิทธิ์ ภาพองค์พระที่ปรากฏบนผืนผ้าถือเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ คุรุอาจารย์ ที่พวกเขาเคารพศรัทธา หรือตั้งปณิธานที่จะเดินตามคำสอนของพระองค์ ไม่แตกต่างจากพระพุทธรูป ดังนั้นจึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า ในบรรดาพุทธศิลป์ทิเบต-หิมาลัยทั้งหลาย ภาพทังกาจัดเป็นพุทธศิลป์ที่มีความใกล้ชิดกับชาวพุทธวัชรยานมากที่สุดประเภทหนึ่ง

..ว่าแต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ทังกา ภาพบูชาเพื่อการตื่นรู้

ภาพทังกาอาจถูกสร้างขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับผู้ล่วงลับ เพื่อสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญต่ออายุให้กับญาติพี่น้องในครอบครัวที่กำลังเจ็บป่วยหรือมีอุปสรรคในชีวิต เพราะชาวทิเบตเชื่อว่าการว่าจ้างให้สร้างรูปเคารพของพระพุทธเจ้าในลักษณะทังกาแล้วนำไปมอบให้กับวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมให้อานิสงส์ที่ประเสริฐ บุญกุศลเหล่านี้มีพลานุภาพช่วยขจัดอุปสรรคทั้งภายนอกและภายในให้หมดไป เช่นเดียวกับที่ชาวพุทธเถรวาทนำพระพุทธรูปไปถวายวัด

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมในสายพุทธวัชรยานแล้ว ทังกามีคุณค่ามากไปกว่านั้น เพราะเป็นศาสนูปกรณ์ที่ช่วยนำพาพวกเขาไปสู่หนทางแห่งการรู้แจ้ง ด้วยภาพทังกาแสดงลักษณะของพระพุทธเจ้าได้อย่างละเอียด ชัดเจน การจ้องมองภาพพระพุทธเจ้าบนทังกาเพื่อจดจำลักษณะต่าง ๆ ของพระองค์ ทำให้พวกเขาสามารถตั้งนิมิตถึงสิ่งที่ยึดเป็นสรณะได้อย่างชัดเจนขณะสวดมนต์ภาวนา ซึ่งจะช่วยน้อมนำจิตใจให้เชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้าได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพทังกาเปลี่ยนแปลงชีวิตของบางคนจากทางโลกมาสู่ทางธรรม

ดังเช่นชีวิตของ ดร.กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล ซึ่งขอให้เพื่อนชาวทิเบตที่เกิดในเนปาลหาช่างวาดทังการูปพระพุทธเจ้าศากยมุนีให้ เมื่อครั้งเดินทางไปทำวิจัยเกี่ยวกับทิเบตในเนปาล สมัยเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา แม้จะกลับกลายเป็นว่าภาพทังกาที่ได้รับในอีกหนึ่งปีต่อมาเป็นรูปพระแม่ตารา พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา

“เมื่อได้รับภาพทังกาตาราในปี 2536 ซึ่งเป็นปีแรกที่ทำงานที่จุฬาฯ ฉันก็บูชาพระองค์มาตลอด ด้วยการถวายน้ำบริสุทธิ์ในถ้วย 7 ใบทุกเช้า และสวดมนตราสิบพยางค์ (โอม ตาเร ตุตตาเร ตุเร โซฮา) ประจำพระองค์อยู่ตลอดเวลา เมื่อสวดบูชาพระแม่ตาราไปมาก ๆ จิตใจก็เปลี่ยนแปลง จากที่เคยเย่อหยิ่งก็นอบน้อม จากที่เคยเป็นคนขี้โมโหก็กลายเป็นคนใจเย็นขึ้น จากที่เคยใฝ่ฝันจะทำอะไรยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเองก็กลายเป็นการตั้งจิตที่จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น”

ปี 2548 ดร.กฤษดาวรรณ ได้ก่อตั้งมูลนิธิพันดารา ก่อนที่จะลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อมาดูแลการงานของมูลนิธิตั้งแต่ปี 2551 ควบคู่กับการสอนภาวนาที่ศูนย์ขทิรวัน ศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เผยแพร่คำสอนพุทธวัชรยานภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ

รหัสธรรมของทังกา

ด้วยเหตุที่คุณค่าของทังกามีมากไปกว่าความงามที่ปรากฏต่อสายตา ช่างวาดทังกาจึงไม่เพียงแต่ต้องมีความสามารถเชิงศิลปะในการเขียนเส้นสาย เข้าใจสัดส่วน และชำนาญในการลงสีเท่านั้น แต่ต้องรอบรู้เกี่ยวกับรหัสธรรมต่าง ๆ ว่าแต่ละเส้นที่ปรากฏล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ อาทิ ตำแหน่งกระดูกสันหลังของพระพุทธเจ้าองค์หลักในภาพทังกาจะต้องอยู่บนเส้นแกนตั้ง (ซึ่งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางภาพ เพราะเป็นเส้นที่ลากผ่านจุดตัดของเส้นทแยงมุมในภาพวาดทังกา) ภาพที่ปรากฏจึงจะแสดงพุทธลักษณะของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ หรือคุรุอาจารย์ อย่างถูกต้องตามพุทธศิลป์และพุทธศาสน์ของทังกา ด้วยเส้นแกนตั้งถูกอุปมาว่าเป็นแกนของชีวิตและแกนของจักรวาล

ช่างวาดทังกาแต่ละคนจึงต้องผ่านการฝึกฝนจนเข้าใจในพุทธศิลป์และมีความรอบรู้ทางพุทธศาสตร์ เพื่อทำหน้าที่ดังสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ในการถ่ายทอดความจริงให้โลกได้รับรู้และเพื่อให้สัจธรรมคงอยู่ตลอดไป ในสถาบันสอนวาดภาพทังกาบางแห่งกำหนดให้ผู้เรียนใช้เวลา 6 ปีก่อนที่จะออกมาเป็นช่างวาดภาพทังกาได้ หรือเด็กบางคนที่ได้รับการฝึกให้เป็นช่างวาดทังกากับครูของเขาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ต้องใช้เวลานับสิบปีกว่าจะกลายมาเป็นช่างวาดทังกาที่สามารถทำงานได้อิสระ อย่างไรก็ดี ภาพทังกามักไม่ปรากฏลายเซ็นว่าเป็นผลงานของช่างวาดคนใด ด้วยพวกเขาเข้าใจว่าภาพที่ปรากฏมิใช่สิ่งที่ช่างจินตนาการขึ้น แต่เป็นการบรรจงถ่ายทอดออกมาจากเนื้อความที่ปรากฏในพระคัมภีร์

“สำหรับทังกา ผู้เขียนเปรียบเหมือนอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่ทำให้ภาพสำเร็จ มีค่าเท่ากับสี พู่กัน ผ้าใบ กาวหนังสัตว์ ฯลฯ รวมถึงขนมนมเนยที่รับประทานระหว่างทำงานด้วย ไม่มีสิ่งใดสูงส่งกว่ากัน ในเมื่อไม่มีการบอกว่าใช้พู่กันยี่ห้อไหน เบอร์ไหนเขียน ไม่ได้บอกว่าธรรมชาติประทานหินแร่ชนิดใดมาให้บดเป็นผงสี ไม่มีการเอ่ยถึงสัตว์ตัวที่ถูกจับเอาขนมาทำพู่กัน ตัวที่เนื้อหนังกลายเป็นกาว หรือกระดูกถูกเผาทำเป็นสีดำ ก็ไม่ควรมีการบอกว่าใครคือช่างเขียน ดังนั้น ทังกาโดยธรรมเนียมดั้งเดิมจะไม่มีการเซนชื่อผู้เขียนเลย เป็นการทำถวายโดยแท้จริง” อธิพงศ์ ภาดานุพงศ์ ศิลปินผู้เคยไปเรียนรู้การวาดภาพทังกาที่เมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดีย เล่าถึงเรื่องนี้เอาไว้ใน blog ของเขา

รูปแบบของทังกา

ทังกาเป็นงานพุทธศิลป์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ คุรุอาจารย์ หรือคติธรรมต่าง ๆ ลงบนผืนผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม เทคนิคที่ใช้ในการถ่ายทอดมีทั้งการวาด การปะติดด้วยผ้า การปัก หรือการแกะบล็อกไม้หรือโลหะแล้วพิมพ์ลงบนผืนผ้า ภาพทังกามักจะเข้ากรอบด้วยผ้าไหมปักดิ้นทั้งสี่ด้าน โดยที่ริมผ้าด้านบนและด้านล่างจะใส่ท่อนไม้ไว้ เพื่อให้สามารถม้วนเก็บได้เมื่อไม่ต้องการคลี่แสดง หรือนำติดตัวไปในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก ทังกาจึงเป็นงานพุทธศิลป์ที่เหมาะกับวิถีชีวิตของชาวทิเบตจำนวนไม่น้อยที่เป็นชนเผ่าเร่ร่อนซึ่งต้องเดินทางและย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ

โดยทั่วไป ภาพทังกาจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก เพื่อให้สามารถนำติดตัวไปได้ง่าย  แต่ทังกาบางภาพอาจจะมีขนาดใหญ่หลาย ๆ เมตร ทังกาขนาดใหญ่เช่นนี้มักถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อนำออกแสดงเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในเทศกาลสำคัญประจำปีของวัด หรือในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อย่างเช่นวัดเดรปุง ในนครลาซา จะจัดแสดงทังกาภาพพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีขนาด 598 ตารางเมตร ในเทศกาลโยเกิร์ตหรือเทศกาลโฉเดิน (Shoton Festival) เป็นประจำทุกปี โดยจะคลี่ภาพทังกาที่เนินเขาด้านหลังวัดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อให้แสงแรกของพระอาทิตย์กระทบต้องผืนทังกาในเวลา 8 โมงเช้า แต่ละปีมีผู้คนมากมายเดินทางมาชมการแสดงภาพทังกาที่นี่ เพื่อถวายผ้าคาตักและกราบขอพร ส่วนใหญ่ภาพทังกาขนาดใหญ่ที่จัดแสดงในลักษณะนี้มักประดิษฐ์ด้วยเทคนิคการปะติด หรือการปัก เพราะสามารถทำเป็นผืนใหญ่ๆ ได้สะดวกกว่าการวาด

โครงการทังกาเพื่อพระศานติตารามหาสถูป

ทังกาส่วนใหญ่มีผู้ว่าจ้างให้เขียนขึ้น เพื่อนำไปมอบให้กับวัด หรือมอบให้กับบุคคลที่เคารพนับถือในโอกาสพิเศษเพราะถือว่าเป็นของขวัญมงคล หรือเก็บไว้บูชาที่บ้านเพื่อสักการะและใช้ในการฝึกฝนภาวนา สำหรับทังกาชุดนี้ มูลนิธิพันดาราได้มอบหมายให้ช่างศิลป์ฝีมือดีชาวเนปาลที่มีความเข้าใจพุทธศิลป์และพุทธศาสตร์เป็นผู้วาด เพื่อช่วยรักษาพุทธศิลป์ทิเบต-หิมาลัยให้คงอยู่สืบไป และนำออกให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบุญ เพื่อนำปัจจัยไปใช้ในการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป (สถูปและหอสมาธิเพื่อการปฏิบัติธรรม) ณ ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน โดยที่ผ่านมา มูลนิธิฯได้ดำเนินการก่อสร้างในส่วนของฐานราก การเทพื้นปูนรอบพระสถูป (ลุล่วงไปแล้วเป็นส่วนใหญ่) สร้างเสาใจกลางพระสถูป 9 ต้นเสร็จสิ้นแล้ว ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อกำแพงอาคารมหามันดาลาความสูง 9 เมตร ซึ่งจะมีห้องภาวนา 8 ห้อง และเป็นสถานแสดงทังกาพุทธประวัติตามศิลปะทิเบต ก่อนที่จะก่อสร้างในส่วนอื่น ๆ ต่อไป เพื่อให้เป็นพุทธสถานที่จะยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์อันไม่มีประมาณเมื่อการก่อสร้างสำเร็จลุล่วง

** ภาพด้านล่างนี้เป็นภาพตัวอย่างจากชุดทังกาทั้งหมด หากท่านมีความสนใจในการร่วมบุญเช่าภาพทังกา
สามารถติดต่อมูลนิธิเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1000tara@gmail.com

ขออานิสงส์แห่งการร่วมบุญในโครงการทังกาเพื่อสืบสานพุทธศิลป์ทิเบต-หิมาลัย และเพื่อพระศานติตารามหาสถูปของทุกท่านในครั้งนี้ น้อมนำความสุข ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมมาสู่ชีวิตของทุกท่านด้วยเทอญ

  1. พระสมันตภัทร (Kuntu Zangpo)

พระสมันตภัทร (กุนตุ ซังโป/ Kuntu Zangpo) องค์แทนพระอาทิพุทธ ต้นกำเนิดของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นสภาวะของกายธรรม องค์พระอยู่ในลักษณะทำ “สมาธิเพชร” (หรือเรียกอีกอย่างว่า “สมาธิสวัสดิกะ”) โดยปราศจากอาภรณ์และเครื่องประดับ ทรงมีพระเกศายาว แสดงให้เห็นถึงกายแห่งพระธรรมที่มีความเป็นธรรมชาติไม่มีการประดับใดๆ ซึ่งก็คือความผ่องแผ้วแรกเริ่มที่อยู่ภายในดวงจิตของเราเอง

2. พระพุทธเจ้าแสงกระจ่าง (เชนลา เออกา/ Shenlha Okar)

พระผู้เปี่ยมไปด้วยความรักและกรุณาในปางสัมโภคกายแห่งพระพุทธเจ้า องค์แทนริกปะ (ปัญญาญาณเดิมแท้) ความกระจ่างและความกรุณาแห่งจิต ท่านเป็นศูนย์รวมความดีงามของพระปฐมอาจารย์และพระอาจารย์ทั้งหลายในสายการปฏิบัติธรรม การบูชาพระองค์จะทำให้เราได้รับพรและการเตือนใจถึงสภาวะธรรมที่มิได้ว่างแบบว่างเปล่าหากชัดใสดังกระจกและอุดมไปด้วยคุณลักษณะอันประเสริฐที่น้อมนำไปสู่การบรรลุธรรม

3. พระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี (Tonpa Shakya Thubpa)

พระพุทธเจ้าในปางนิรมานกาย พระพุทธเจ้าผู้ปรากฎบนโลกมนุษย์ ทรงเป็นพระบรมศาสดาแห่งทุกนิกายของพระพุทธศาสนา พระผู้หลุดพ้นด้วยองค์เองและเผยแผ่พุทธธรรมเพื่อประโยชน์แก่ไวไนยสัตว์ ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ได้เข้าถึงความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วแห่งจิต และให้ได้ตระหนักถึงกฎไตรลักษณ์และอริยสัจ 4 เพื่อการหลุดพ้นโดยสมบูรณ์ พระพุทธธรรมที่พระองค์แสดงได้นำมาซึ่งความสุขแห่งจิตในหมู่สานุศิษย์และสันติภาพในดินแดนที่มีศรัทธาในพระองค์

4.  พระอวโลกิเตศวร (Avalokiteshvara)

พระมหาโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยความรักและความกรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไข ทรงเป็นพระยีตัม (meditation deity) ในปางสันติองค์สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของพระพุทธศาสนามหายานและวัชรยาน พระนามภาษาทิเบตคือ “เชนเรซี” (Chenrezig) แปลว่า พระผู้ทอดพระเนตรทั้งสิบทิศด้วยความกรุณา ทรงเห็นความทุกข์ทั้งมวลของสรรพสัตว์และตั้งสัจจะที่จะไม่จากสังสารวัฏจนกว่าชีวิตสุดท้ายจะเข้าถึงการบรรลุธรรม พระองค์ปรากฏลักษณะหลากหลาย เช่น สี่กร พันกร รวมทั้งในลักษณะของพระแม่กวนอิม สำหรับภาพนี้เป็นปางสี่กรซึ่งเน้นการทำสมาธิ พระหัตถ์คู่ด้านในบริเวณจักระหัวใจถือแก้วสารพัดนึกสีน้ำเงิน พระหัตถ์ขวาถือลูกประคำ สัญญาณว่าจะไม่ทรงว่างเว้นจากการภาวนาเพื่อสัตว์โลก พระหัตถ์ซ้ายถือดอกบัว สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์อย่างไม่มีมลทินใดได้เคยย่างกรายมาก่อน มนตราประจำพระองค์คือ “โอม มณี เปเม ฮุง” มีหกพยางค์ หมายถึงการช่วยเหลือสัตว์โลกทั้งหกภพภูมิให้หลุดพ้น

5. พระตาปีฮรีซา (Tapihrisa)

(ภาพกว้าง 35 ซ.ม. สูง 45 ซ.ม.)

พระคุรุซกเช็นในศตวรรษที่ 8 ผู้เป็นต้นสายธารแห่งคำสอน “ชางชุง เญียนจุด” คำสอนที่ผ่านการสืบทอดโดยการกระซิบบอกจากคุรุอาจารย์แห่งชางชุง ซึ่งสืบเนื่องมาแต่โบราณกาลถึงปัจจุบันอย่างไม่ขาดสาย ด้วยการปฏิบัติสมาธิซกเช็น ท่านได้บรรลุสภาวะกายรุ้งอันทำให้กายสังขารได้หลอมรวมเป็นส่วนเดียวกับศูนยตาอันเป็นฐานของสรรพสิ่ง ในภาพนี้ ท่านอยู่ในลักษณะเดียวกับพระสมันตภัทร (กุนตุ ซังโป) ซึ่งถือว่าเป็นสรณะสูงสุดในลักษณะกายธรรม แต่มีเอกลักษณ์ตรงที่กายของพระอาจารย์เป็นสีขาวดังคริสตัลเพื่อแสดงการเข้าถึงความจริงเดิมแท้อย่างไม่ปิดบัง บางครั้งมีการสรรเสริญท่านด้วยการวาดภาพท่านด้วยหมึกทองทำให้กายของท่านเป็นดังทองคำแท้ การบูชาท่านทำให้เราได้รับพรจากพระอาจารย์ ได้รับการเตือนใจให้นึกถึงสภาวะธรรมและทำให้เราได้อยู่ในสายธารแห่งคุรุอาจารย์ผู้ปฏิบัติซกเช็นจนบรรลุผล

6.พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุ (Medicine Buddha)

พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุหรือพระนามที่แพร่หลายว่า พระพุทธเจ้าการแพทย์ ทรงตั้งพระมหาปณิธานที่จะไม่เสด็จพระนิพพานตราบที่สัตว์โลกยังมีความทุกข์จากความเจ็บป่วยไม่ว่าความทุกข์นั้นจะเป็นการป่วยทางกาย ทางใจ หรือจากเหตุปัจจัยใดๆ ทรงมีพระวรกายสีน้ำเงินดุจแก้วไพฑูรย์ ประทับในท่าสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวาในปางมารวิชัยถือต้นอโรคยา สมุนไพรแห่งการบำบัดรักษา พระหัตถ์ซ้ายทรงบาตรซึ่งเปี่ยมไปด้วยน้ำอมฤต (ในบางคัมภีร์เน้นว่าในบาตรมีเมล็ดยา “อรุรา” ราชาแห่งยาทั้งปวง) ทรงเป็นเป็นที่เคารพบูชาของสายการปฏิบัติธรรมทั้งหลายในพระพุทธศาสนารวมทั้งในฝ่ายไทยที่ขนานนามพระองค์ว่า “พระกริ่ง” สำหรับในวิถีพุทธวัชรยาน ทรงเป็นต้นกำเนิดของคัมภีร์การแพทย์ทิเบต นักศึกษาแพทย์ทุกคนจึงต้องบูชาพระองค์ในฐานะที่เป็นบิดาแห่งการแพทย์และเป็นพระยีตัมผู้เป็นหลักของการทำสมาธิ หากเราเจ็บป่วยและต้องได้รับการบำบัดรักษา การบูชาพระองค์จะทำให้ได้รับพร ทำให้มีความหวังว่าจะได้รับการบำบัดรักษาอย่างดีที่สุดโดยเราควรตั้งจิตว่ายาที่กำลังรับประทานเป็นดังโอสถทิพย์ที่จะรักษาโรคและความเจ็บป่วยให้หายขาด

7. พระคุรุปัทมสัมภวะ (พระคุรุริมโปเช/ Guru Rinpoche)

ชาวทิเบตยกย่องพระคุรุปัทมสัมภวะ (พระผู้กำเนิดบนดอกบัว) ว่าเป็นศาสดาอีกองค์หนึ่งของพวกเขา และขนานนามท่านด้วยความรักและเคารพว่า “พระคุรุริมโปเช” ซึ่งแปลว่า พระอาจารย์ผู้ประเสริฐ ท่านนำคำสอนพุทธตันตระและซกเช็นแห่งวัชรยานมาเผยแผ่ในทิเบต ภูฏาน เนปาลและหิมาลัย การปฏิบัติเกี่ยวกับท่านพบได้ในแทบทุกนิกายของพุทธทิเบตรวมทั้งในนิกายใหม่ของพุทธเพินซึ่งให้ความเคารพยกย่องท่านว่าเป็นศูนย์รวมของพุทธะและเป็นสรณะจากความทุกข์ในสังสารวัฏ การบูชาท่านนำไปสู่พรทั้งทางโลกและทางธรรมอันนำไปสู่การรู้แจ้ง เรามักสวดภาวนาถึงท่านเพื่อขอขจัดอุปสรรคทั้งด้านนอก (ศัตรู ภัยพิบัติ วิกฤต ความเจ็บป่วย) ด้านใน (อารมณ์บ่อนทำลาย) และด้านในสุด (อวิชชา) และขอให้ความปรารถนาสมฤทธิ์ผล

8. พระอารยาตารา ปางตาราขาว (White Tara)

พระอารยาตาราเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาผู้เป็นดังมารดาของสัตว์โลก พระตาราขาวหรือพระนามในภาษาทิเบตว่า “ยีชิน คอร์โล” พระผู้ประทานพรสมประสงค์ เป็นหนึ่งในพระตารา 21 พระองค์ที่มีการบูชาอย่างแพร่หลายด้วยคุณลักษณะพิเศษของพระองค์ ทรงมีพระวรกายสีขาวใสดุจพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงที่ส่องสว่าง มีเจ็ดเนตรแห่งปัญญา พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุในลักษณะประทานสรณะ พระหัตถ์ซ้ายถือดอกอุบลในลักษณะประทานพร โดยพรสำคัญคือ การประทานอายุยืนยาว ทรงปกป้องเราให้พ้นจากความตายก่อนวัยอันสมควร ประทานพรให้สมปรารถนา และประทานความสงบสุขแห่งจิตใจจากการทำสมาธิอันไร้การปรุงแต่ง