•   พระอาจารย์กุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ซกญี เกียมโซ

ริมโปเชที่เชียงใหม่2

พระอาจารย์ลาเซ เป็นปรมาจารย์ซกเช็นที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดท่านหนึ่ง ท่านเป็นบุตรชายของ พระอาจารย์กุนเทรอ ฮุงเช็น โตรตู ลิงปะ ซึ่งเป็นเตรอเติน (ผู้ซึ่งค้นพบธรรมสมบัติ) และเป็นมหาโยคี ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดผ่านสายการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง อย่างไม่ขาดสาย นับตั้งแต่ท่านกุนเทรอ ทรักปา องค์ที่หนึ่ง และท่านเองก็ยังเป็นผู้สืบเชื้อสายจากพระพุทธเจ้า เติมปา เชนรับ มิโวเช อีกด้วย

ในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทิเบต พระอาจารย์ลาเซ ถูกจองจำในคุกถึง 21 ปี แต่กระนั้น ท่านก็ได้แปรเปลี่ยนห้องคุมขังให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม เป็นสถานที่บ่มเพาะความรักและความกรุณา และด้วยความเมตตากรุณาของท่าน ท่านได้ให้คำชี้แนะในการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูปขึ้นในประเทศไทย พระสถูปจะเป็นสัญลักษณ์ของความกรุณาอันไม่มีที่สิ้นสุด ความกรุณาที่ข้ามพ้นขอบเขตของนิกาย เผ่าพันธุ์ และศาสนา ถึงแม้จะสร้างขึ้นตามรูปแบบของพุทธเพิน ชื่อของพระสถูปเป็นชื่อของพระแม่ตารา ซึ่งเป็นองค์พระผู้คุ้มครองหลักของมูลนิธิ

Kundrol Mongyal Lhasay Rinpoche is an internationally recognized Bonpo Dzogchen master. He is the son of 6th Kundrol Hungchen Drotu Lingpa, a terton (one who discovers hidden treasures) and an accomplished yogi, who was transmitted the unbroken lineage of teaching from the 1st Kundrol Drakpa, who himself was descended from the Buddha Tonpa Sherab Miwoche.

Once in his life he was imprisoned for as long as 21 years after the political change in Tibet. However, Kundrol Lhasay Rinpoche successfully turned his prison into his meditating cell and practiced loving-kindness and compassion to all sentient beings while staying there.

With limitless compassion, Kundrol Lhasay Rinpoche is supervising the construction of the Tara Great Stupa for Peace and Harmony. The Stupa serves as a symbol of compassion that goes beyond sectarianism, ethnicity and religious boundary. Although it is built according to the Bonpo style, it has the name of Tara to honor the foundation’s patron deity.

  • พระอาจารย์ กุงกา ซังโป ริมโปเช

ท่านกุงกา

การงานที่งดงามของกุงกาซังโปริมโปเช

หลายคนอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “พระดีๆไม่มีอยู่ในทิเบตแล้ว” คำกล่าวนี้มีความจริงอยู่บ้างตรงที่พระผู้ใหญ่สำคัญๆได้ลี้ภัยไปอยู่ตามที่ต่างๆและหลายรูปได้ มรณภาพไปในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ในทิเบตก็ใช่ว่าจะขาดพระดี กุงกา ซังโป ริมโปเช เป็นตัวอย่างของพระรุ่นใหม่ที่เป็นทั้งนักปฏิบัติและนักวิชาการ ท่านเป็นที่รักของทั้งชาวทิเบต ในถิ่นคามและชาวจีนโดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง ท่านได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนเขียนหนังสือ และเผยแผ่พระธรรมที่นั่น

ปฐมคุรุ

พระปฐมคุรุ (ครูคนแรก) ของท่านคือท่านอาตรัก ริมโปเช ผู้เป็นอาจารย์นักปฏิบัติคนสำคัญ ท่านได้มรณภาพไปในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ผ่านมา พระอาจารย์ของท่านอีกรูปหนึ่งได้แก่ท่านลูดิง แคนริมโปเช ผู้เป็นประมุขของสายงอร์ปะในนิกายสาเกียปะของพระพุทธศาสนาทิเบต เมื่อสิ้นท่านอาตรัก ริมโปเช ท่านกุงกาก็นับถือท่านลูดิงแคนริมโปเชเป็นพระอาจารย์หลัก นอกจากนี้ พระอาจารย์ของท่านอีกรูปหนึ่งคือท่านสาเกีย ทริซิน ผู้เป็นประมุขของนิกายสาเกียปะ

เนื่องจากทิมแล กุนเคียบ ซึ่งเป็นโอรสองค์โตของกษัตริย์นังเชน และเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดปาปุงในเมืองเดเก และเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่าเคียนเซ ทุลกุ เป็นเพื่อนสนิทกับครอบครัวของท่านกุงกา ซังโป ท่านจึงได้รับการสนับสนุนทางการศึกษามาโดยตลอด เคียนเซ ทรุลกุ บอกท่านว่าความรู้เป็นสิ่งจำเป็นแก่พระภิกษุ หากในอนาคตท่านไม่ต้องการเป็นพระอีกต่อไป ความรู้ที่ได้ก็จะทำให้ท่านไม่อดตาย กุงกาซังโป ริมโปเชได้จดจำคำสั่งสอนนี้ไว้เป็นหลักประจำใจ ท่านให้ความสำค้ญแก่การศึกษามาก

ศึกษาเล่าเรียน

เมื่ออายุ ๒๐ ท่านกุงกาได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนภาษาทิเบตที่เมืองเดรเก โรงเรียนนี้มีชื่อเสียงมากในถิ่นคาม ปัจจุบันโรงเรียนนี้ย้ายไปตั้งที่เมืองคังดิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขตปกครองตนเองกานเซในมณฑลเสฉวน ท่านเรียนหนังสือที่นี่เป็นเวลาสองปี หลังจากนั้นท่านได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนอาริก เซอตรา เชนโม ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับพระภิกษุ ตั้งอยู่ที่เมืองซาชูคาในมณฑลเสฉวน ที่โรงเรียนนี้ท่านได้ศึกษาเป็นเวลา ๖ ปีกับเปมา เซวัง แคนริมโปเช ผู้เป็นพระอาจารย์สายญิงมาปะที่มีชื่อเสียง หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนที่ซาชูคาแล้ว ท่านก็มีโอกาสไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่กรุงปักกิ่ง ที่นี่เป็นสถานศึกษาสำคัญของผู้ที่เป็น “ทุลกุ” (ภาษาสันสกฤตคือ “นิรมาณกาย” หมายถึงพระที่กลับชาติมาเกิด) แต่เนื่องจากท่านกุงกาได้ศึกษาสิ่งที่วิทยาลัยแห่งนี้เคยสอนมาก่อนแล้ว ท่านจึงไม่ต้องเรียนหนังสือแต่ได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษในวิทยาลัย และแต่ละเดือนก็ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาล ท่านใช้เวลาศึกษาอยู่ที่นี่สองปี ต่อจากนั้นท่านกุงกาก็กลับไปสอนหนังสือที่เมืองเจคุนโดบ้านเกิดของท่านเป็นเวลาประมาณ ๙ ปี จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านก็ได้สอบเข้าเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์และปรัชญาทิเบต ที่มหาวิทยาลัยชนชาติกลุ่มน้อยส่วนกลาง กรุงปักกิ่ง โดยเลือกทำงานด้านภาษาทิเบตกับศาสตราจารย์ทุบเต็น พุนสก แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าการที่ท่านได้มาศึกษาที่ปักกิ่งทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีนและพวกเขานับพันคนก็ได้ศึกษาพระธรรมกับท่านและได้ช่วยท่านสร้างวัดและโรงเรียนในเขตชนเผ่าเร่ร่อนที่บ้านเกิดของท่านในเมืองเจคุนโด (ยูชู) แคว้นคาม ทิเบตตะวันออก

การงาน

ด้วยความเป็นผู้คงแก่เรียน มีสติปัญญาดีเป็นเลิศและเป็นที่รักของทุกคน ท่านจึงได้เป็นทั้งเจ้าอาวาสวัดกับเจ้าอาวาสวิทยาลัยสงฆ์ของวัดเจคุนโด ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ท่านสาเกีย ทริซิน ประมุขของนิกายสาเกียปะประกาศว่ากุงกา ซังโป เป็น ทุลกุ ของพระอาจารย์องค์สำคัญในสายสาเกียปะที่เคยจำพรรษาที่วัดต้าชี่กงในกรุงลาซา ริมโปเชจึงมีวัดที่ดูแลเพิ่มขึ้น วัดต้าชี่กงเป็นวัดเล็กๆที่แทบไม่มีใครรู้จัก ริมโปเชเล่าว่าผู้ที่ไปวัดนี้มักเป็นเพราะต้องการไปกราบพระแม่ตาราในวิหารตาราที่อยู่ใกล้เคียง ด้วยการดูแลของริมโปเช วัดเล็กๆแห่งนี้ซึ่งเต็มไปด้วยงานพุทธศิลป์ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกและได้สานต่อภูมิปัญญาโบราณของทิเบตด้วยการทำธูปและงานด้านบำบัดรักษา นอกจากวัดต้าชี่กง ริมโปเชยังได้รับการมอบหมายให้ดูแลวัดนัมคา เซกงที่ลาซาเช่นกัน ที่วัดแห่งนี้ ท่านได้หล่อพระพุทธรูปที่จำลองแบบของพระพุทธรูปที่โพธิคยาในประเทศอินเดีย กุงกา ซังโป ริมโปเชได้สร้างผลงานมากมายที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และชุมชนทิเบต ท่านได้ผลิตหนังสือรวมคำสอนของสาเกียปะออกมาถึง ๒๕ เล่ม ผลิตพจนานุกรมภาษาทิเบต-จีนขนาดใหญ่ นอกจากนี้ท่านยังมีผลงานเป็นกวีนิพนธ์ภาษาทิเบต ซึ่งบทกวีส่วนหนึ่งนั้นท่านได้ประพันธ์ขึ้นเมื่อท่านได้มาเยือนประเทศไทยในปี ๒๕๔๔, ๒๕๔๖ และ ๒๕๔๗ นับเป็นเวลาสิบปีแล้วที่ริมโปเชได้เดินทางมาประเทศไทย เพื่อมาประกอบพิธีและสอนธรรมะให้แก่ผู้สนใจในประเทศไทยด้วยการเชิญของมูลนิธิพันดารา และศูนย์จริยธรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อที่ริมโปเชเคยสอนมีมากมาย อาทิ อกุศลกรรมบถสิบประการ อัปมัญญา ๔ การปฏิบัติบูชาพระแม่ตารา การปฏิบัติบูชาพระมัญชุศรี บาร์โดและการเตรียมตัวตาย ความฝันกับการปฏิบัติธรรม เป็นต้น

  • พระอาจารย์ลาตรี เคนโป เกเช ญีมา ทรักปา ริมโปเช

ท่านญีมา

พระอาจารย์ญีมาเป็นเจ้าอาวาสผู้ได้รับการถ่ายทอดและเก็บรักษาคำสอนของวัดลาตรี เมืองเดเก แคว้นคาม ในทิเบตตะวันออก ท่านเกิดในทิเบตเมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๒ และเติบโตในสังคมผู้อพยพชาวทิเบตในประเทศเนปาล บิดาของท่านชื่อลาตรี เกียลเซน ญีมา เป็นผู้ได้รับการถ่ายทอดและเก็บรักษาคำสอนของวัดลาตรีเช่นกัน ท่านเป็นนิรมาณกายของซูลทริมพุนซก ผู้ปฏิบัติธรรมที่ยิ่งใหญ่ของทิเบตตะวันออก เมื่อท่านมีอายุสิบแปดปี ท่านได้ตระหนักว่าท่านมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาคำสอนของวัดลาตรี ท่านจึงตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุไปตลอดชีวิตและอุทิศชีวิตเพื่อผู้ปฏิบัติธรรมเพิน อันเป็นต้นกำเนิดของท่าน โดยพระอุปัชฌาย์ของท่านคือสมเด็จพระแมงรี ทรีซินที่สามสิบสาม ประมุขของนิกายเพินซึ่งประทับอยู่ที่วัดแมงรี เมืองดอลันจี ประเทศอินเดีย ท่านได้ศึกษามรรควิถีทั้งสามอันประกอบไปด้วย พระสูตร ตันตระและซกเช็นจากวิทยาลัยสงฆ์ Bon Dialectic School แห่งวัดแมงรี

นอกจากนั้นท่านยังได้ศึกษาการแพทย์ ดาราศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นๆที่สำคัญของวัฒนธรรมทิเบต ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านสำเร็จการศึกษาด้วยปริญญา”เกเช” (Geshe) ซึ่งเทียบเท่ากับปริญญาเอกของการศึกษาแบบ21ตะวันตก และในปีเดียวกันนั้นท่านเดินทางกลับไปยังทิเบตเพื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดลาตรี และไปเยี่ยมวัดสำคัญของเพินสามสิบแปดแห่ง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดเพินในทิเบตและในอินเดีย

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ท่านเดินทางกลับไปยังวัดแมงรี และในปีนั้นสมเด็จองค์ดาไลลามะเสด็จมาเยือนวัดแมงรี และทรงปรึกษาเรื่องระบบการศึกษาของดอลันจีกับสมเด็จพระแมงรีทรีซิน ในโอกาสนั้นสมเด็จแมงรี ทรีซิน ได้ขอพระราชานุญาตเพิ่มชั้นประถมศึกษาที่เจ็ดและแปด ที่โรงเรียน สำหรับเด็กชาวเพินในดอลันจี องค์ดาไลลามะทรงอนุญาต และแสดงความปรารถนาที่จะให้เด็กชาวเพินได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หลังจากนั้นกระทรวงการศึกษาของรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่นได้มอบเงินจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนโครงการขยายชั้นการศึกษานี้

ท่านลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเชได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการนี้ และท่านได้สนับสนุนให้พ่อแม่ชาวเพินทั้งในเนปาล ภูฏาน สิกขิม และอินเดีย ส่งบุตรหลานมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ต่อมาในปีเดียวกันสมเด็จพระแมงรีทรีซินได้ขอให้ท่านจัดตั้งบ้านสำหรับเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายที่ดอลันจี ท่านจึงจัดตั้งบ้านที่ต่อมามีชื่อว่า The Bon Children’s Home(BCH) ที่นี่เด็กๆไม่เพียงแต่จะได้รับการศึกษา แต่ยังได้เติบโตร่วมกัน บ้านหลังนี้ได้กลายเป็นบ้านจริงๆของพวกเขาท่านลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเช ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบ้านหลังนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เด็กๆส่วนใหญ่ที่บ้านนี้มาจากชุมชนเพินที่ห่างไกลมากในเนปาล เช่น โดลโปและลู-บลัก ปัจจุบัน BCH มีเด็กอยู่ประมาณ 280 คน และมีอายุตั้งแต่ ๕ ถึง ๒๐ ปี

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ท่านลาตรี ญีมา ทรักปา ริมโปเชได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระแมงรีทรีซินให้ตั้งวัดเมินเกียลที่เมืองเดลาดุน ในประเทศอินเดีย บนที่ดินซึ่งเจ้าชายจากแคว้นหลิงซัง แห่งทิเบตตะวันออกเป็นผู้ถวายตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จนถึงปัจจุบัน ท่านลาตรี ญีมาทรักปา ริมโปเชได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆในยุโรป เช่น ออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเผยแพร่ธรรมะของเพินและหาทุนสำหรับ BCH

นอกจากนี้ท่านยังเดินทางไปบรรยายธรรม ณ ธรรมสถานในที่ต่างๆที่ท่านและลูกศิษย์ได้ตั้งขึ้น ในหลายประเทศ เช่น YeruBon Center ที่ลอสแองเจลีส ประเทศสหรัฐอเมริกา Bon ShenLing ที่กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซียและ Shen Chen Ling BonCenter ที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย ท่านได้เผยแพร่คำสอนสำคัญต่างๆของเพิน เช่นการยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งโพธิจิตการบ่มเพาะความกรุณา การบูชาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า การบูชาครู(คุรุโยคะ) การปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุการตรัสรู้และ ซกเช็น อันเป็นคำสอนสูงสุดเพื่อการบรรลุพุทธภาวะที่มีการถ่ายทอดทั้งในสายเพิน และสายญิงมาแห่งพุทธศาสนาทิเบต

  • พระอาจารย์ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช

ท่านเกิดเมื่อปี1952 ในแคว้นคาม เขตทิเบตตะวันออก “ริงกุ” เป็นชื่อของชุมชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน “ทุลกุ” เป็นฉายาที่ใช้กับพระอาจารย์ที่ได้รับประกาศว่าได้กลับชาติมาเกิด ส่วนคำว่า “ริมโปเช” เป็นคำเรียกพระอาจารย์ มีความหมายตรงตัวแปลว่า”ผู้ประเสริฐ”ริมโปเชอาศัยอยู่ในทิเบตจนอายุประมาณ 4-5 ปี เมื่อทิเบตเสียเอกราช ท่านจึงลี้ภัยไปอยู่ที่สิกขิม ประเทศอินเดีย

ท่านริงกุ ทุลกุ ริมโปเช ได้รับยกย่องว่าเป็นพระอาจารย์ที่สำคัญของพุทธศาสนาแบบวัชรยาน ท่านสืบคำสอนของนิกายการ์จูปะ และได้เลือกให้เป็นผู้แทนสมเด็จองค์การ์มาปะในยุโรป ท่านได้รับคำสอนจากพระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ได้แก่ HH the 20 Gyalwang Karmapa และ HH Khentse Rinpoche

ท่านได้ศึกษาที่สถาบันนัมเกียล ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่สนับสนุนนักวิจัยที่มีความสนใจเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมแบบทิเบต ปัจจุบันท่านได้เดินทางไปเผยแผ่คำสอนทางพระพุทธศาสนารวมถึงคำสอนวิธีการนั่งสมาธิในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐอเมริกา และในเอเชีย ริมโปเชได้เขียนหนังสือคำสอนทางพระพุทธศาสนาอีกจำนวนมากทั้งที่เป็นภาษาทิเบต และภาษาอังกฤษ ท่านเขียนหนังสือในสามยานของพระพุทธศาสนา การฝึกจิตและปรัชญาแบบรีเม(ไม่แห่งแยกนิกาย)

ท่านพูดเสมอว่า เราต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ผู้อื่น และประเพณีทางจิตวิญญาณอื่นเราจึงจะฉลาดขึ้น และมีความเข้าใจอย่างแท้จริงในทางศาสนา

  • พระอาจารย์ กุนเทรอ นัมคา ทรินเล วังเกียล ริมโปเช

พระอาจารย์เป็นทุลกุ (นิรมาณกาย/ลามะกลับชาติมาเกิด) ของท่านเกียลวัง กุนเทรอ ทรักปา องค์ที่หนึ่ง ผู้มีนามว่า กุนเทรอ เจซูน ญิงโป (เกิดในปี ค.ศ. 1700)

พระอาจารย์กุนเทรอ ทรักปา เป็นธรรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของทิเบต ได้ประกอบกรณียกิจด้วยการค้นพบ เตรมา ธรรมสมบัติแอบซ่อนจำนวนมาก และเป็นผู้ก่อตั้งวัดเมินเกียล แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติธรรมในแคว้นคาม ทิเบตตะวันออก

นับแต่พระอาจารย์กุนเทรอ ทรักปา องค์ที่หนึ่งจนถึงองค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นองค์ที่เจ็ด กงล้อแห่งพระธรรม ได้รับการหมุนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยความกรุณาอย่างไม่มีประมาณของพระอาจารย์ต่อสรรพสัตว์

ปรีชาญาณที่ลึกซึ้งและกรณียกิจทางธรรมอันกว้างขวางของพระอาจารย์กุนเทรอ นัมคา ทรินเล วังเกียล เป็นประจักษ์พยานว่าท่านเป็น
พระอาจารย์ฮุงเช็น โตรตู ลิงปะ (กุนเทรอ ทรักปา องค์ที่ 6 และบิดาของพระอาจารย์กุนเทรอ เมินเกียล ลาเซ ริมโปเช) กลับชาติมาเกิดในอีกบทบาทหนึ่ง

พระอาจารย์เป็นคุรุผู้ถือหลักปรัชญา รีเม (ไม่แบ่งแยกนิกาย) ท่านได้รับการถ่ายทอดคำสอนจากคุรุอาจารย์ทั้งในสายพุทธเพินและสายพุทธทิเบตนิกายอื่นๆ อาทิ สมเด็จพระสังฆราชแมนรี ทรีซิน ริมโปเช สมเด็จพระสังฆราชมินลิง ริมโปเช พระอาจารย์ดิลโก เคียนเซ ริมโปเช พระอาจารย์โดดรุบ ริมโปเช เป็นต้น

ท่านยังเป็นโยคีในโลกสมัยใหม่ทีเน้นความเรียบง่ายและมีไมตรีจิตต่อทุกคน ด้วยท่านถือกำเนิดในครอบครัวที่คุณพ่อนับถือนิกายพุทธเพินและคุณแม่นับถือนิกายสาเกียปะ ท่านได้รับการประกาศว่าเป็นลามะกลับชาติมาเกิดและได้รับการศึกษาทั้งในวัดแมนรีแห่งพุทธเพินและในวัดของสมเด็จมินลิง ทรีเช็น ริมโปเชแห่งนิกายญิงมาปะ ท่านจึงมีประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปฏิบัติธรรมในหลายนิกาย

ในช่วงหนึ่งของชีวิต ท่านได้ลาจากวัดแล้วไปใช้ชีวิตเยี่ยงผู้พเนจร ประสบการณ์ครั้งนั้นซึ่งกินเวลาหลายปี ท่านกล่าวว่า แม้ท่านจะทิ้งวัด แต่ท่านไม่เคยทิ้งพระรัตนตรัย ท่านได้พบผู้คนมากมายที่มาจากต่างวรรณะ ได้เคยกินนอนกับอนาคาริกชาวอินเดียซึ่งบางคนเป็ผู้ปฏิบัติธรรมที่ละทิ้งครอบครัว บางคนเป็นผู้ยากไร้ ประสบการณ์ได้หลอมรวมความเป็น “กุนเทรอ ทรักปา” คุรุผู้กลับมาสอนธรรมในบทบาทใหม่

การสืบพระธรรมที่ท่านเน้นเป็นพิเศษคือหล่อพระและพิมพ์พระคัมภีร์แล้วนำไปมอบให้แก่วัดต่างๆ ที่ขาดแคลน เช่น การหล่อรูปพระคุรุริมโปเชขนาดใหญ่เพื่อมอบให้แก่วัดสาเกียปะที่ขาดแคลนที่เมือง Mugtinath ในเขต Mustang ตอนล่าง ประเทศเนปาล (โครงการนี้คาดว่าจะสำเร็จในปลายปี 2560) การอัญเชิญคัมภีร์พระไตรปิฎกของพุทธเพินไปมอบให้แก่คุรุสำคัญของทิเบตในนิกายต่างๆ เช่น ถวายแด่พระอาจารย์ไต ซีตู ริมโปเช พระอาจารย์จงซา เคียนเซ ริมโปเช ผู้ที่ท่านเคารพรักเป็นอย่างยิ่ง

ที่เมืองไทย พระอาจารย์ได้เข้ามาเป็นกำลังใจแก่โครงการก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูปหลังการละสังขารของพระอาจารย์กุนเทรอ ลาเซ ริมโปเช พระปฐมอาจารย์ผู้จุดประกายการเริ่มโครงการและผู้วางรากฐานของการดำเนินงาน

ท่านได้เป็นเจ้าภาพการหล่อพระ และมอบธงมนตราพระแม่ชัมมา พระอารยาตาราและพระคุรุริมโปเชให้แก่มูลนิธิพันดารา เพื่อให้เกิดกระแสแห่งพรของพระองค์ ณ ศูนย์ขทิรวัน

ด้วยพรและการทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยในการประสานกับผู้มีจิตศรัทธาและโรงหล่อพระ พระอาจารย์ได้มอบองค์พระและทังกาแก่วิหารและห้องภาวนาพระชัมมาและวิหารและห้องภาวนาพระอารยาตาราซึ่งจะสร้างที่ชั้นลอยของอาคารมหามันดาลาแห่งพระมหาสถูป และด้วยความรักของพระอาจารย์ศรัทธาและวิริยะในการบำเพ็ญเพียรแห่งพระโพธิสัตว์ของกัลยาณมิตรในเมืองไทย วิหารและห้องภาวนาเหล่านี้รวมทั้งหอสมาธิและการงานอื่นๆ กำลังจะปรากฏตัวขึ้นในไม่ช้า

The 7th Kundrol Namkha Trinley Wangyal Rinpoche

Kundrol Namkha Trinley Wangyal Rinpoche is a Tulku (reincarnated lama), the seventh incarnation of the first Gyalwang Kundrol Drakpa named Kundrol Jatson Nyingpo (born in A.D. 1700).

Kundrol Drakpa was a great master of Tibet, a revealer of many hidden treasures and a founder of Mongyal Monastery which is the seat for dharma practice and learning in Kham region of eastern Tibet.

Since the first Kundrol Drakpa Rinpoche, and the following reincarnations until the current 7th Kundrol Rinpoche, the wheel of dharma has been compassionately turned uninterruptedly for the benefit of all sentient beings.

The depth of wisdom and the vast dharma deeds of Kundrol Namkha Trinley Wangyal Rinpoche are truly revealing that he is the great master Kundrol Hungchen Drodul Lingpa (the 6th Kundrol Drakpa and the father of Kundrol Mongyal Lhasey Rinpoche) in a different role.

Kundrol Rinpoche is a Rime (non-sectarianism) and has received teachings and empowerments from Bon and Buddhist masters such as His Holiness Menri Trizin Rinpoche, His Holiness Menling Trichen Rinpoche, Dilgo Khyentse Rinpoche, Dodrup Rinpoche and many others.

Kundrol Rinpoche is a yogi in a modern world with such simplicity and kindness. Born into a Buddhist and Bon family with a Bonpo father and a Sakya mother, Kundrol Rinpoche has knowledge and experience that allow him to naturally relate with people of all traditions.

During his youth, Kundrol Rinpoche was educated in Menri Monastery, the main monastery of Yungdrung Bon and Mindro Ling, the main seat of the Nyingmapa tradition. Both are in India.

His compassionate intention to understand the secular world led him to live as a wonderer – a life journey which he committed to for many years. He said that although he left the monastery but he has never discarded the Three Jewels. He met people of different casts. He lived with the homeless Indians, while many of whom are practitioners that renounced their families, others are destitute in extreme poverty. Upon his return to teaching, these life experiences had shaped the character and spirit of Kundrol Drakpa in a new role.

Dharma deeds to which Kundrol Rinpoche gives special attention are the casting of statues and the printing of canons to donate to impoverished monasteries. For example, the casting of a large Guru Rinpoche statue for a rural Sakya monastery at Muktinath in lower Mustang, Nepal (the project is expected to be completed by 2017). Kundrol Rinpoche also presented Bon Buddhist Canons to important masters of many traditions and lineages such as Tai Situ Rinpoche, Dzongsar Khyentse Rinpoche whom he has held high respect.

In Thailand, after the passing of Kundrol Mongyal Lhasey Rinpoche who inspired and laid the foundation for theconstruction of the Great Stupa for Peace and Harmony, Kundrol Rinpoche has provided encouragement and spiritual guidance for the continuation of the project. He has hosted the casting of statues and provided prayer flags of Sherab Chamma, Arya Tara, and Guru Rinpoche.

From his blessings and his untiring efforts in working with donors and casting manufacturers, Kundrol Rinpoche provided statues and thangkas to the Chamma and Arya Tara’s temples and prayer rooms that will be built in the mezzanine floor of the Mandala Hall of the Stupa. His love and compassion together with the devotion and endeavor in the Bodhisattva path of dharma friends in Thailand, these temples, prayer rooms, meditation hall, along with other substantive dharma activities will soon emerge.